เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สแตนชาร์ตมองเงินบาทอ่อนค่าตลอด Q3 เงินเฟ้อยังไร้จุดพีก คาดทั้งปีทะลุ 6%

06 ก.ค. 2565 | 14:33น.
ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์

ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มองเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องในไตรมาส 3 ก่อนพลิกกลับมาแข็งค่า 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ตามภาคการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจฟื้นตัว ด้านเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณจุดพีก เหตุราคาอาหาร-พลังงานพุ่ง คาดเงินเฟ้อทะลุกรอบคาดการณ์ 6% คาด ธปท.ขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งปีนี้ และภายในปี 67 ดอกเบี้ยแตะ 2%

วันที่ 6 กรกฎาคม 2565 ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าในช่วงสั้นในไตรมาสที่ 3/2565 อยู่ที่ระดับกว่า 36 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักมาจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งภายในเดือน ก.ค. และเดือน ก.ย.นี้ ครั้งละ 0.50% ส่งผลให้ดอกเบี้ยสหรัฐจะอยู่ที่ 2.75% ทำให้เงินดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น รวมถึงการขาดดุลการค้า แม้ว่าการส่งออกจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม ซึ่งไม่เป็นผลบวกต่อค่าเงินบาท

อย่างไรก็ดี จากแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัว และการท่องเที่ยวที่ทยอยปรับตัวดีต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.เฉลี่ยเข้ามา 7 แสนคน จากเดือน เม.ย-พ.ค. ที่เข้ามาเพียง 3-5 แสนคน ดังนั้น หากสถานการณ์นักท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมา โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 1-1.5 ล้านคน ทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าในไตรมาสที่ 4/2565 และต้นปี 2566 ที่ระดับ 33.00-34.00 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ จากทิศทางภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาได้ราว 1-1.5 ล้านคนต่อเดือนในไตรมาสที่ 4 และทั้งปีจะอยู่ที่ 10 ล้านคน ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ซึ่งจะมีผลต่อตลาดการเงินทั้งในส่วนของดอกเบี้ยและค่าเงิน รวมถึงธนาคารอาจจะมีการทบทวนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.3% มีโอกาสเติบโตสูง และในปี 66 คาดว่าจะเติบโต 4.5% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคการบริโภคเอกชน การส่งออก และการท่องเที่ยว

“ในระยะสั้นเรายังมองเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในโซนอ่อนค่า ซึ่งที่ผ่านมาเฟดขึ้นดอกเบี้ยและเราขาดดุลการค้า แม้ว่าการส่งออกจะเติบโตได้ดีในช่วง 5-6 เดือนแรกเติบโตแล้วกว่า 10% แต่จากการนำเข้าที่สูง ทำให้ไม่เป็นผลบวกต่อเงินบาท แต่เราก็ยังเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาจะหนุนให้บาทแข็งค่าได้อย่างน้อย 33-34 บาทต่อดอลลาร์”

แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อมองว่ายังคงยืนอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งไตรมาสที่ 3 และยังไม่มีสัญญาณปรับลดลง ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำ และปัจจัยราคาอาหาร พลังงาน ค่าไฟ และเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นได้อีก และมีโอกาสสูงกว่าคาดการณ์ทั้งปีนี้ที่ธนาคารมองอยู่ที่ 6%

และหากดูค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อในช่วง 5-6 เดือนแรกเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 5% และตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่ออกมาราว 7.66% ซึ่งสูงกว่าตลาดคาดไวัที่ 7.2% ดังนั้น มองว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะ 18 เดือนข้างหน้ายังคงอยู่ในระดับสูง และมีความเสี่ยงอยู่ในกรอบด้านบนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระดับ 1-3% ขณะเดียวกัน โอกาสที่เงินเฟ้อจะเห็น 2 หลักก็มีโอกาส เนื่องจากจะมีประเด็นเรื่องของดีมานด์เข้ามาหลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัว และกรณีหากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นในระดับ 100-200 ดอลลลาร์ต่อบาร์เรล

“สัญญาณเงินเฟ้อเรามองว่ายังไม่เห็นจุดพีก และยังไม่มีสัญญาณปรับลดลง และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิน 6% ทั้งปี เพราะไตรมาสที่ 3 มีหลายปัจจัยเข้ามาอีกเยอะ เราจึงหาจุดพีกไม่เจอ”

ดร.ทิมกล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทย มองว่า ธปท.จะมีการปรับดอกเบี้ยครั้งแรกภายในไตรมาสที่ 3 โดยจะมีการปรับดอกเบี้ย 3 ครั้ง คือ ภายในเดือน ส.ค.-ก.ย. และ พ.ย.ที่ครั้งละ 0.25% ส่งผลให้สิ้นปีนี้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.25%

และหากดูทิศทางดอกเบี้ยในปี 66 คาดว่า ธปท.จะพักการขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก และขึ้นภายในครึ่งหลังของปี 66 อีก 2 ครั้ง รวม 0.50% ส่งผลดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.75% และภายในปี 67 จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งที่ 0.25% ภายในปลายปีทำให้ดอกเบี้ยปลายทางของไทยจะอยู่ที่ 2% ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิดที่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.75% ส่วนหนึ่งมาจากเงินเฟ้อในรอบนี้สูงกว่าในอดีต อย่างไรก็ดี การขึ้นดอกเบี้ยของไทยจะไม่เร็วและรุนแรงเท่าดอกเบี้ยสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐระหว่าง 0.5% และ 1.25% ปัจจุบันยังไม่ได้มีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) เนื่องจากหากดูตัวเลขเงินทุนยังคงไหลเข้าสุทธิตลาดหุ้น 1 แสนล้านบาท และพันธบัตร (บอนด์) ไหลเข้าสุทธิ 1 แสนล้านบาท แม้ว่าในบางเดือนจะไหลออกสุทธิ เช่น เดือน มิ.ย.ไหลออกตลาดหุ้น 3 หมื่นล้านบาท และบอนด์ 2 หมื่นล้านบาท แต่โดยรวมยังคงไหลเข้าสุทธิ อย่างไรก็ดี หากปล่อยส่วนต่างกว้างขึ้น อาจจะไม่เป็นผลดี เนื่องจากเฟดยังคงขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง

“จากบาทที่อ่อนค่าไป 36 บาท และในเดือน มิ.ย.-ก.ค. ยังคงอ่อนค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยหากสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย 0.50-0.75% ติดกัน แต่ประเทศไทยคงไม่รุนแรง แม้ตอนนนี้ความกังวลเรื่องเงินไหลออกไม่มาก แต่ก็มีความเสี่ยง เพราะอย่าลืมว่าเฟดยังคงขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินบาท