สูตรลงทุน “เจ้าสัวธนินท์”

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย ประเสริฐ จารึก

เสี่ยง 30 ชนะ 70 สูตรลงทุนของ “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” ใช้เป็นเรือธงขับเคลื่อนธุรกิจในเครือ ซี.พี. ให้ยั่งยืนจนครบ 100 ปี ไฮไลต์เคล็ด (ไม่) ลับฉบับนี้ ได้ถูกบันทึกไว้เป็นอีกหนึ่งบริบท ในพ็อกเกตบุ๊ก

“ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” ที่เจ้าสัวธนินท์เล่าประสบการณ์การทำงานผ่านตัวอักษรเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของประเทศไทย ในวัย 80 ปี ขึ้นเวที “Exclusive Talk” เปิดใจทอล์กสด ๆ ถึงสิ่งที่เจียระไนลงไปในหนังสือเล่มแรกในชีวิต

เจ้าสัวธนินท์เล่าถึงการบริหารความเสี่ยงในการทำธุรกิจ ไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องทำไป แก้ไป ให้ไปสู่เป้าหมาย แม้เจอภูเขา เจอเหว ต้องหลีกเลี่ยง แก้ไข “การลงทุน ไม่ว่าลงทุนอะไร ไม่มีความเสี่ยงเลย ไม่จริง การเป็นนักธุรกิจต้องกล้าเสี่ยง ใครบอกว่าไม่มีวันเสี่ยง อย่าทำ”

สำหรับ ซี.พี. เจ้าสัวใหญ่ฉายภาพว่า เวลาทำงานใหญ่ เสี่ยงแล้วอันตรายก็ต้องคิด ถ้าเสี่ยง 30% ผมเอา เพราะไม่มีอะไรได้ 100% แต่เสี่ยงแล้ว ทำให้บริษัทล้มละลายจะไปหาเรื่องทำไม อย่าเล่นอะไรที่เกินตัว
ยิ่งใหญ่ยิ่งเสี่ยงสูง อย่าไปเข้าใจผิดว่า บริษัทใหญ่ล้มละลายไม่ได้

“วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 เป็นความล้มเหลวที่เจอกับตัวเอง มืดแปดด้านตรงนี้ก็มีปัญหา ตรงนั้นก็มีปัญหา เป็นสิ่งที่คิดไม่ถึง เราต้องคืนเงินกู้ต่างประเทศถ้าไม่คืนจะล้มละลาย ต้องตัดขายธุรกิจที่สร้างขึ้นมาใหม่
ขายโลตัสก่อน ตามมาด้วยแม็คโคร ในวิกฤตเรารักษาทุกอย่างไว้ไม่ได้เลือกเก็บธุรกิจที่คิดว่ามีอนาคต อย่างโทรศัพท์ ตอนนี้กลายเป็นอาหารสมองไปแล้ว”

สิ่งสำคัญ ตอนรุ่งเรืองสุด “อย่าเหลิง” ตอนวิกฤต “อย่าท้อใจ” หลังวิกฤต “อย่าตาย” ถึงจะมีโอกาสได้คืน
เจ้าสัวธนินท์ยกตัวอย่าง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่กลุ่ม ซี.พี.และพันธมิตรชนะประมูล เป็นการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสสำเร็จ ถ้ารัฐบาลเข้าใจ เรื่องนี้เป็นของรัฐบาล เรื่องของเศรษฐกิจของประเทศ เป็นโครงการ PPP รัฐร่วมทุนเอกชน เอาจุดเด่นของเอกชนมาลบจุดอ่อนของรัฐบาล

“แต่ทีโออาร์เขียนออกมาไม่ใช่รัฐต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วยกันกับเอกชน ถ้าเสี่ยงก็ต้อง 2 คนเสี่ยง เพราะเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว เสี่ยงก็ต้องเสี่ยงด้วยกันหรือถ้าล่มก็ต้องล่มด้วยกันสำเร็จก็สำเร็จด้วยกัน ไม่ใช่เอกชนเสี่ยง แล้วรัฐบาลไม่เสี่ยง” ทั้งหมดนี้เป็นความในใจของเจ้าสัวธนินท์ ที่ไม่ได้อยู่ในสคริปต์ในวันนั้น

ฟังแล้ว ดูเหมือนเจ้าสัว ซี.พี.กำลังสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากจะสละเรือ แต่อีกใจรู้ว่าเสี่ยง แต่อยากจะขอลองเพราะมองเห็นหนทางจะทำให้โครงการสำเร็จเมื่อยังปิดจุดเสี่ยงไม่หมด การเซ็นสัญญาจึงต้องทอดออกไปเพราะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย จะสร้างรถไฟความเร็วสูงวิ่งพาดผ่าน 5 จังหวัดในแง่การก่อสร้างมีความเสี่ยงมากกว่ารถไฟฟ้าในเมืองแน่นอน เพราะไม่รู้พื้นที่วิ่งผ่านต้องเจออะไรบ้าง

เรื่องการส่งมอบพื้นที่ให้พร้อมสร้าง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่กลุ่ม ซี.พี.พยายามเรียกร้องจากรัฐ เคลียร์ให้ชัด
หากสร้างไม่เสร็จ 5 ปี ได้ต่อเวลา ไม่ถูกปรับวันละ 9 ล้านบาท ก็จริงแต่ผลกระทบตามมา คือ ต้นทุนจาก
การก่อสร้าง และดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นทุกวันยิ่งสร้างเสร็จเปิดใช้ ผู้โดยสารไม่มาตามนัด ก็เป็นอีกความเสี่ยง

ถึงรัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนให้ 117,227 ล้านบาท แต่กว่าจะได้ครบก็ต้องใช้เวลา 10 ปี และถึงจะมีรายได้พัฒนาเชิงพาณิชย์สถานีมักกะสันและศรีราชา มาเกื้อหนุนโครงการได้ถึง 50 ปี แต่กว่าจะผลิดอกออกผล ต้องแบกดอกเบี้ยเงินกู้ที่นำมาลงทุน 2 แสนล้าน อย่างน้อย ๆ 5-10 ปีไปแล้ว

สรุปแล้ว โครงการมีความเสี่ยงทุกจุด แล้วทำไมรถไฟสายนี้ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเจ้าสัวธนินท์ เมื่อเดือนกรกฎาคม เจ้าสัวธนินท์เปิดใจว่า รถไฟความเร็วสูงเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่เฉพาะระดับประเทศ แต่เป็นถึงระดับอาเซียน การที่ ซี.พี.เข้ามาช่วยประเทศลงทุนโครงการ จะทำให้ประเทศไทยเป็นตัวเลือกสำคัญในการลงทุนหรือการย้ายฐานการผลิต

ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายของ ซี.พี. ด้วย ตั้งแต่เรื่องการกำหนดเงื่อนไขทีโออาร์ที่ยาก ต้องศึกษา เรียนรู้ ได้ทำเรื่องใหม่ เมื่อเราเป็นผู้นำ ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง ต้องกล้าเสี่ยง ถ้าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรรวมถึงต้องการสานต่อโครงสร้างพื้นฐานที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างรถไฟมาแล้วสี่พันกิโลเมตร

ตอนนั้นเจ้าสัวย้ำว่า ไม่ใช่ไปรับมาแล้ว ทำไม่สำเร็จ ก็จะกลายเป็นภาระของประเทศ เมื่อรับมาแล้ว ต้องทุ่มเท ทำให้สำเร็จให้ได้ จะไม่กระทบธุรกิจที่ถืออยู่ การลงทุนในครั้งนี้อยู่ในวิสัยทำได้และผ่านการประเมินแล้ว

มาถึงวันนี้โปรเจ็กต์ที่ประกาศกึกก้องไปทั่วโลก กำลังกลายเป็นทุกขลาภที่เจ้าสัวซี.พี.ต้องฝ่าฟันไปให้ตลอดรอดฝั่ง