เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กขค.รับฟังฝั่งแพลตฟอร์ม Ride-hailing ชี้ GP ไม่ใช่กำไร จี้รัฐลดกฎทับซ้อน
Economic กขค.รับฟังฝั่งแพลตฟอร์ม Ride-hailing ชี้ GP ไม่ใช่กำไร จี้รัฐลดกฎทับซ้อน
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,750 บาท
แสนสิริ จับมือ RH Contract เปิดตัวบ้านหรู 198 ล้าน หลังเดียวในโลก
Real Estate แสนสิริ จับมือ RH Contract เปิดตัวบ้านหรู 198 ล้าน หลังเดียวในโลก
CEO Microsoft ชี้ บริษัท AI ควรให้ความสำคัญกับ ‘มนุษยชาติ’ เป็นอันดับแรก
Tech CEO Microsoft ชี้ บริษัท AI ควรให้ความสำคัญกับ ‘มนุษยชาติ’ เป็นอันดับแรก
สศก.จับมือกรมเจรจาฯ-EXIM Bank เชื่อมข้อมูล FTA-การเงิน หนุนสินค้าเกษตรไทยบุกตลาด
Economic สศก.จับมือกรมเจรจาฯ-EXIM Bank เชื่อมข้อมูล FTA-การเงิน หนุนสินค้าเกษตรไทยบุกตลาด
เกษตรฯ ชงงบกลาง 350 ล้าน ลุย 7 มาตรการตัดวงจร “ปลาหมอคางดำ”
Economic เกษตรฯ ชงงบกลาง 350 ล้าน ลุย 7 มาตรการตัดวงจร “ปลาหมอคางดำ”
ทุเรียนไทย ผ่านแดนจีน 7 เดือนแตะ 1.005 ล้านตัน มูลค่า 1.24 แสนล้าน
Economic ทุเรียนไทย ผ่านแดนจีน 7 เดือนแตะ 1.005 ล้านตัน มูลค่า 1.24 แสนล้าน
“สมาคมปลานิล” ชี้ปัญหาอยู่ที่ตลาด ไม่ใช่ผลผลิต ปิดด่านทุบดีมานด์-ราคาดิ่ง 30-40%
Economic “สมาคมปลานิล” ชี้ปัญหาอยู่ที่ตลาด ไม่ใช่ผลผลิต ปิดด่านทุบดีมานด์-ราคาดิ่ง 30-40%
ธปท.เขย่าดอกเบี้ยน็อนแบงก์เข้ม “พีโลน-นาโนไฟแนนซ์-จำนำทะเบียน”
Finance ธปท.เขย่าดอกเบี้ยน็อนแบงก์เข้ม “พีโลน-นาโนไฟแนนซ์-จำนำทะเบียน”
กกพ.เร่งสัมปทานแหล่งก๊าซใหม่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟ
Economic กกพ.เร่งสัมปทานแหล่งก๊าซใหม่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟ
ดูทั้งหมด

ซอฟต์โลน 5 แสนล้าน แปลงร่างเป็น “สินเชื่อเพื่อการปรับตัว” อุ้ม SMEs

13 ส.ค. 2565 | 10:01น.
วางแผนการเงิน (3)

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา จนรัฐบาลต้องประกาศล็อกดาวน์ประเทศ ส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ทำให้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเร่งหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบให้มีสภาพคล่องในการประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ผุดซอฟต์โลน 5 แสนล้านรับมือโควิด

จึงได้ออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงินรวม 5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี เนื่องจากเงื่อนไขการขอรับวงเงินค่อนข้างยาก และอัตราดอกเบี้ยที่ไม่จูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ (2% ต่อปี) ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้สินเชื่อไม่สามารถกระจายไปถึงกลุ่มเอสเอ็มอีรายเล็กที่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ปลดล็อกเงื่อนไข-ดอกเบี้ยจูงใจแบงก์ปล่อยกู้

ต่อมา ธปท.ได้มีการปรับเกณฑ์ “ซอฟต์โลน” ให้ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของวงเงินคงค้าง โดยขยายนิยามให้รองรับบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาด mai สามารถขอสินเชื่อได้ โดยให้แยกบุคคลและนิติบุคคลออกจากกัน และปรับการนับความเกี่ยวข้องของบริษัทในกลุ่มธุรกิจ ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีกลุ่มหลายบริษัทสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้

และสามารถยื่นขอกู้สินเชื่อได้ 2 ครั้ง จากเดิมสามารถกู้ได้เพียงครั้งเดียว และปลอดชำระดอกเบี้ย 6 เดือนแรกสำหรับกู้ทั้ง 2 ครั้ง ดอกเบี้ย 2% นาน 2 ปี มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน และสินเชื่อซอฟต์โลนวงเงินไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562

พร้อมทั้งยังขยายเวลาการยื่นคำขอสินเชื่อออกไปอีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน ไม่เกินวันที่ 18 เมษายน 2564 เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสภาพคล่องได้อย่างครอบคลุม อย่างไรก็ดี แม้จะปรับแก้หลักเกณฑ์ให้ผ่อนคลายขึ้น แต่ขณะนั้นก็สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพียง 1.2-1.3 แสนล้านบาท จากทั้งหมด 5 แสนล้านบาท

ซึ่งจากข้อมูลของ ธปท. จนถึงวันที่ปิดรับคำขอ (12 เมษายน 2564) สินเชื่อซอฟต์โลนมีการใช้วงเงินไปทั้งสิ้น 138,200 ล้านบาท คิดเป็นผู้ที่ได้รับสินเชื่อทั้งหมดจำนวน 77,787 ราย

ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ยกเครื่อง พ.ร.ก.ซอฟต์โลน

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงยืดเยื้อและกินเวลานานกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับสินเชื่อซอฟต์โลนยังไม่สามารถกระจายได้ทั่วถึง ยังคงมีเสียงบ่นจากผู้ประกอบการ รวมถึง พ.ร.ก.ฉบับเดิมกำลังจะหมดอายุลง ทำให้ในยุคที่เปลี่ยนผู้ว่าการ ธปท. จาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” มาเป็น “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” จึงได้มีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ

“ฟื้นฟู-พักทรัพย์ พักหนี้” 3.5 แสนล้าน

โดยออก พ.ร.ก.ซอฟต์โลน (ฉบับใหม่) มาแทน และนำวงเงินที่เหลือมากำหนดใหม่ที่ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งแยกออกเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการแรก “สินเชื่อฟื้นฟู” วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท ที่ขยายขอบเขตลูกหนี้ทั้งลูกหนี้รายเดิมและรายใหม่ที่ไม่มีวงเงินกับสถาบันการเงินเพื่อให้ลูกหนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น โดยลูกหนี้เดิมขอกู้ได้ไม่เกิน 30% ของวงเงิน แต่ไม่เกิน 150 ล้านบาท (วงเงิน ณ 31 ธ.ค. 2562 หรือ 28 ก.พ. 2564 แล้วแต่ยอดใดจะสูงกว่า) ส่วนลูกหนี้ใหม่ขอกู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังขยายเวลาการผ่อนชำระให้ยาวขึ้น จากเดิมระยะเวลามาตรการอยู่ที่ 2 ปี เพิ่มเป็น 5 ปี และให้รัฐบาลค้ำประกัน 10 ปี โดยใช้กลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 1.75% ต่อปี แต่ภาครัฐชดเชยให้ 3.5% เทียบเท่าค่าธรรมเนียม 2 ปี และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อโดยคิดอัตราดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงลูกหนี้

ซึ่ง ธปท.ปล่อยสินเชื่อให้สถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.01% เพื่อให้ส่งผ่านไปยังลูกหนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยไม่เกิน 5% และคิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน 2% ในช่วง 2 ปีแรก และรัฐบาลชดเชยให้ในช่วง 6 เดือนแรก

ส่วนอีกโครงการ คือ “พักทรัพย์ พักหนี้” กำหนด วงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ โรงแรม และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง หรือมีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน เนื่องจากมีกระแสข่าวการเข้ามาฮุบซื้อกิจการของต่างประเทศ

ทั้งนี้ เกณฑ์สามารถให้เจ้าเดิมสามารถซื้อคืนทรัพย์เป็นอันดับแรกในราคาต้นทุน ภายในระยะเวลา 3-5 ปี ในราคาตีโอนและบวกต้นทุนการถือครองทรัพย์ 1% ต่อปีของราคาตีโอน และระหว่างทางเจ้าของทรัพย์สามารถขอเช่าได้เพื่อทำธุรกิจได้

ซึ่งจากข้อมูลของ ธปท. รายงานความคืบหน้าโครงการสินเชื่อฟื้นฟู ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565 ว่า มีการอนุมัติวงเงินไป 184,113 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนลูกค้า 54,772 ราย ขณะที่พักทรัพย์ พักหนี้ มีมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอน 50,517 ล้านบาท จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 367 ราย

แปลงซอฟต์โลนเป็น “สินเชื่อเพื่อการปรับตัว” แสนล้าน

ล่าสุด หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2565 มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี 8 เดือน จาก 0.50% เป็น 0.75% พร้อมส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้น เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ขึ้นมาระดับสูง ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า เอสเอ็มอีที่เปราะบางจะได้รับผลกระทบ

พร้อมกันนั้น ธปท.ได้ปรับปรุงสินเชื่อซอฟต์โลน หรือสินเชื่อฟื้นฟูอีกครั้ง โดยออกประกาศและส่งหนังสือเวียนถึงสถาบันการเงินและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ในวันเดียวกันนั้น เรื่อง การเพิ่มประเภท “สินเชื่อเพื่อการปรับตัว” ภายใต้ พ.ร.ก.ช่วยเหลือและสินเชื่อฟื้นฟู

โดยจะเป็นการเกลี่ยวงเงินจากโครงการ “สินเชื่อฟื้นฟู” และ “พักทรัพย์ พักหนี้” ที่มียอดวงเงินเหลือรวมกันกว่า 1 แสนล้านบาท เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีในการปรับตัวหลังโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ

นับว่าเป็นความพยายามอีกครั้งของ ธปท.ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งสุดท้ายแล้ว “สินเชื่อเพื่อการปรับตัว” ดังกล่าว จะช่วยผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากน้อยเพียงใด คงต้องติดตามกันต่อไป