บาทอ่อนหลังการใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอตัว ตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
เงินบาทอ่อนค่า หลังการใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอตัว ขณะที่ตลาดจับตาตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือนกรกฎาคมชะลอตัวลงเล็กน้อย จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ภาคบริการปรับตัวดีขึ้นจากการเปิดรับนักท่องเที่ยว ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 36.39/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานสภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2565 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (31/8) ที่ระดับ 36.48/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (30/8) ที่ระดับ 36.35/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินบาทยังคงปรับตัวอ่อนค่า โดยได้รับแรงกดดันจากถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากการประชุมประจำปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อเนื่องจนกว่าเงินเฟ้อของสหรัฐจะกลับมาอยู่ที่ระดับเป้าหมาย 2%
ขณะที่ในส่วนของการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของทางฝั่งสหรัฐเองนั้น ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานประจำเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 200,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 11.24 ล้านตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 10.3 ล้านตำแหน่ง, ดัชนีราคาบ้านเดือนมิถุนายนโดยเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์ของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.0% เมื่อเทียบรายปี แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 19.9%
ขณะที่ล่าสุด FedWatch Tool ของ EME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 68.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ในการประชุมวันที่ 20-21 กันนายน และให้น้ำหนักเพียง 31.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50%
ในฝั่งประเทศไทยนั้น ในวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการเปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอตัวลงเล็กน้อยจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามภาคบริการยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากมีการเปิดรับนักท่องเที่ยว
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า โดยรวมถือว่ายังสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ดี ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่ารง 36.35-36.59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.39/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (31/8) ที่ระดับ 1.0027/3 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (30/8) ที่ระดับ 1.0029/33 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยถือว่าอยู่ในระดับแข็งค่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน หลังธนาคารกลางยุโรปส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยตลาดคาดการณ์ว่าอาจจะมีปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 0.75% ในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานในยุโรปอยู่ จากการที่บริษัทพลังงานรัสเซียจะระงับการส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 1 ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซสำคัญจากรัสเซียมายังประเทศในโซนยุโรป โดยการระงับการส่งดังกล่าวจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0000-1.0045 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (31/8) ที่ระดับ 138.52/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (30/8) ที่ระดับ 138.36/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศว่าจะยังคงใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย ซึ่งสวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายแบบเข้มข้น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 138.28-138.84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 138.38/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของฝั่งเอเชียที่มีการประกาศเมื่อคืน ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ประจำเดือนสิงหาคมของจีน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตปรับขึ้นอยู่ที่ระดับ 49.4 สูงขึ้นจากระดับ 49.0 ในเดือนก่อนหน้า ถือว่าอยู่ในระดับกว่า 50.0 เป็นเดือนที่ 2 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของจีนยังคงอยู่ในสภาวะหดตัว
โดยจีนยังคงได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาด รวมทั้งภาวะคลื่นความร้อนรุนแรงในรอบ 10 ปี ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการใช้มาตรการปันส่วนการใช้พลังงาน สำหรับภาคบริการปรับตัวลงสู่ระดับ 52.6 จากระดับ 53.8 ในเดือนก่อนหน้า
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อประจำเดือนสิงหาคม (ประมาณการเบื้องต้น) ของเยอรมนี ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนประจำเดือนมิถุนายนของสหรัฐ และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหัฐ (EIA)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.40/6.15 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.10/-3.80 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ