ไม่น้อยหน้าจีนแล้ว อินเดียเปิดตัว เรือบรรทุกเครื่องบินรบต่อเอง อย่างยิ่งใหญ่
วันที่ 2 กันยายน 2565 สำนักข่าว เอพี รายงานว่า อินเดียเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินต่อเองในประเทศ บรรทุกเครื่องบินที่ต่อเองในอินเดียออกประจำการเป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มศักยภาพการต่อเรือในประเทศและเพิ่มเขี้ยวเล็บตอบโต้คู่แข่งอย่างจีนที่มีกองเรือยิ่งใหญ่กว่าและเติบโตขึ้นภูมิภาค
เรือ “ไอเอ็นเอส วิกรานต์” ตั้งชื่อเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “ทรงพลัง” หรือ “กล้าหาญ” เป็น เรือบรรทุกเครื่องบินรบต่อเอง ลำที่ 2 หลังจากอินเดียซื้อเรือบรรทุกเครื่องบิน “ไอเอ็นเอส วิกรมทิตยา” ที่ต่อขึ้นในสมัยโซเวียตในปี 2004 เพื่อคุ้มครองมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเบงกอล
นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียเป็นประธานในพิธีปล่อยเรือลำใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในวันฉลองครบรอบเอกราช 75 ปีที่เป็นอิสรภาพจากอังกฤษ

เรือลำใหม่มีความยาว 262 เมตร กองทัพเรืออินเดียออกแบบและต่อขึ้นที่อู่ต่อเรือโคชินทางใต้ของอินเดีย
โมดิกล่าวว่านอกจากการเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศทางน้ำแล้ว อินเดียยังเป็นหนึ่งในกี่ประเทศในโลกที่มีโครงการต่อเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นของตัวเอง เป็นวันประวัติศาสตร์และต้องจารึกถึงความสำเร็จครั้งสำคัญ
อีกทั้ง เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการป้องกันประเทศแบบพึ่งตนเอง
กองทัพเรือกล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้เป็นเรือรบลำใหญ่ที่สุดที่สร้างในประเทศ บรรทุกลูกเรือได้ประมาณ 1,600 คน ฝูงบิน 30 ลำ รวมทั้ง เครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์

กระทรวงกลาโหมกล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินวิกรานต์ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในอินเดียประมาณร้อยละ 75 โดยบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำและธุรกิจรายย่อยส่งอุปกรณ์และเครื่องยนต์กลไกให้ แต่การต่อเรือล่าช้าไป 6 ปี ทำให้ราคาสูงขึ้นกว่า 6 เท่า คิดเป็นมูลค่า 200,000 ล้านรูปีหรือประมาณ 90,000 ล้านบาท
เรือรบระวางขับน้ำ 47,400 ตันจะพร้อมปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2023 หลังจากทดสอบให้เครื่องบินรบ มิก-29 ที่ผลิตในรัสเซียลงจอด

อินเดียมีแผนที่จะนำฝูงบินรบลำใหม่หลายสิบลำลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ ซึ่งกำลังพิจารณาเครื่องบินขับไล่ Rafale-M ของฝรั่งเศสและ F/A-18 Block III Super Hornet ของค่ายโบอิง
ด้านราหุล เบดิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศกล่าวว่ากว่าจะถึงตอนนั้น กองทัพอินเดียจะใช้เครื่องบินของรัสเซียที่ขอยืมมาจากเรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำหนึ่งมาใช้ก่อน
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จีนขยายอำนาจทางทหารเข้ามาในมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกและอื่นๆ

เมื่อเดือน ส.ค. เรือรบของกองทัพเรือจีนล่องมาถึงท่าเรือที่จีนสร้างไว้ในศรีลังกา สร้างความกังวลให้กับอินเดีย แม้จีนอ้างว่าเป็นเรือที่ใช้ในงานวิจัย แต่เชื่อกันว่าเป็นเรือสอดแนมที่อินเดียเกรงว่าจะมาสำรวจภูมิภาค
กระทรวงกลาโหมอินเดียกล่าวว่าปีที่แล้ว กองทัพเรืออินเดียส่งเรือรบ 4 ลำไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทะเลจีนใต้ และอินโด-แปซิฟิกเพื่อซ้อมรบกับกลุ่ม “Quad” ประกอบด้วยอินเดีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย
นายกฯ โมดีกล่าวว่า ความกังวลด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียถูกมองข้ามมานาน อินเดียจึงเพิ่มงบประมาณให้กองทัพเรือเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บ
น่านน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลทวีความรุนแรงเพราะข้อพิพาทระหว่างจีนกับเพื่อนบ้าน รวมทั้ง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิเหนือดินแดนพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เนื่องจากมีน้ำมันและก๊าซใต้ทะเลเป็นจำนวนมาก
กองทัพเรือของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเสริมสร้างศักยภาพมานานกว่าทศวรรษเพื่อเป็นกำลังสำคัญใน “น่านน้ำสีฟ้า” ซึ่งมีความสามารถปฏิบัติการได้ทั่วโลก มากกว่าจำกัดอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินมีความสำคัญมาก
กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริการะบุว่าปัจจุบัน กองทัพเรือของจีนมีเรือ 355 ลำ รวมทั้ง เรือดำน้ำ และคาดว่ากองทัพจะเพิ่มเรือเป็น 420 ลำภายในปี 2025 และ 460 ลำในปี 2030
กองทัพเรือจีนยังมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ และในเดือน มิ.ย. เพิ่มเป็น 3 ลำซึ่งเชื่อว่าใช้ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าในการลงจอดเหมือนกับที่กองทัพสหรัฐ ใช้กับเรือบรรทุกเครื่องบินรบรุ่นใหม่ ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินรบของอินเดียยังใช้ระบบทางลาดสกีจัมพ์เพื่อส่งอากาศยานขึ้นบิน
ส่วนกองเรืออินเดีย มีเรือบรรทุกเครื่องบินรบ 2 ลำ เรือพิฆาต 10 ลำ เรือรบ 12 ลำ และเรือลาดตระเวน 20 ลำ
หนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินอินเดีย คือ ไอเอ็นเอส วิกรมทิตยา ซึ่งสร้างในสหภาพโซเวียตในปี 1987 (พ.ศ.2530)
เคยประจำการในกองทัพเรือโซเวียตโดยใช้ชื่อว่า แอดไมรัล กอร์ชคอฟ ต่อมา กองทัพเรือรัสเซียปลดประจำการในปี 1996 (พ.ศ.2539) และอินเดียซื้อมาในปี 2004 (พ.ศ.2547) มูลค่า 2,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 84,600 ล้านบาท
….