วรวรรณ ชิตอรุณ ตอบโจทย์ลอยตัวราคาน้ำตาล
ลอยตัวราคาน้ำตาล
สัมภาษณ์
การใช้มาตรา 44 ลอยตัวราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศได้ก่อให้เกิดคำถามกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายขึ้นมามากมาย “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองเลขาธิการ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อตอบข้อสงสัยเหล่านั้น
Q : บราซิลเป็นเหตุให้ลอยตัว
บราซิลได้ยื่นประเด็นข้อห่วงกังวลและกล่าวหาประเทศไทยต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ว่า เราเข้าข่ายอุดหนุนการส่งออกมี 4 ประเด็นหลักคือ 1) มีการกำหนดโควตา2)การจ่ายเงินชดเชย 160 บาท (เงินเพิ่มค่าอ้อย) 3) มีการกำหนดราคาน้ำตาลทรายในประเทศ และ4)กองทุนรับเงินจากรัฐ ตอนนี้เรายังอยู่ในช่วงของกระบวนการเจรจาเพื่อระงับข้อพิพาท ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ก็ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการพิจารณา (panel)
ส่วนการบอกว่า ไทยผิดหรือไม่นั้นตามข้อตกลงทางการค้าของ WTO เราเข้าข่ายผิดเพราะเราอุดหนุนจริง ๆ ถึงแม้จะไม่ได้ใช้เงินของรัฐอุดหนุนโดยตรง แต่มันเป็นการใช้เงินประชาชนผ่านกลไกรัฐ ไปกำหนดราคาน้ำตาลแล้วเอาส่วนหนึ่งของราคาน้ำตาลในประเทศไปขายเพื่ออุดหนุนราคาอ้อย นี่ถือว่าผิดเต็ม ๆ เพราะเป็นการอุดหนุนในส่วนที่ส่งออกขายต่างประเทศด้วย การกำหนดโควตา การกำหนดเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยปีละ 160 บาทที่เข้า ครม. ถือว่า เป็นการบิดเบือนทั้งหมด ถ้าหากเราไม่สามารถยุติข้อพิพาทได้แล้วปล่อยให้เรื่องไปถึงขั้นตั้ง panel มีแนวโน้มว่า เราจะถูกเอนเอียงว่าผิด
ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด เราได้เจรจากับบราซิลจะขอปลดล็อกทุกอย่างด้วยการปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทย การปรับตัวจึงเริ่มขึ้นโดยเมื่อ 2 ปีที่แล้วตอนที่บราซิลเริ่มฟ้อง เราได้มีการยกเลิกการจ่ายเงินชดเชยเพิ่มค่าอ้อย 160 บาทที่ให้กับชาวไร่อ้อยทันทีในปีการผลิต 2559/2560 กับ 2560/2561 เรายกเลิกการกำหนดราคาน้ำตาลภายในประเทศ พร้อมทั้งยกเลิกการกำหนดโควตา (ก.-ข.-ค.) และได้ดำเนินการปรับแก้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินอุดหนุนจากรัฐ โดยการเจรจากับบราซิลครั้งล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2560 เราได้แจ้งบราซิลไปแล้วเหลือเพียงการลอยตัวและการกำหนดโควตา ซึ่งเราให้กรอบเวลาไปว่า ไทยจะลอยตัวราคาน้ำตาลทรายภายในเดือนธันวาคม 2560
Q : จึงต้องใช้มาตรา 44
หลังจากการเจรจาครั้งสุดท้าย (กรกฎาคม 2560) เรามีเวลาเพียง 4-5 เดือนเท่านั้นก่อนที่จะลอยตัวราคาน้ำตาล ปรากฏว่าในระหว่างนั้นยังมีข้อตกลงที่ยังไม่เสร็จ ติดเงื่อนไขกฎหมายคือ ประเด็นการกำหนดราคาน้ำตาลตามมาตรา 17(18) ใน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทรายเขียนไว้ว่า ให้ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) มีหน้าที่กำหนดราคาน้ำตาลหน้าโรงงาน ถ้าไม่ปลดล็อกตอนนี้จะทำอย่างไร จึงได้เข้าหารือกับทางกฤษฎีกาว่า ถ้าเราปล่อยลอยตัวโดยไม่แก้กฎหมายถือว่า ละเว้นหรือไม่ กฤษฎีกาบอกว่า ไม่ได้แก้กฎหมายไว้ แต่ถ้าเรารอแก้ไข
กฎหมายอาจจะใช้เวลามากกว่า 6 เดือน ซึ่งด้วยเวลาขนาดนั้น บราซิลอาจจะตั้งสินใจตั้ง panel ก็ได้จนในที่สุดก็ได้เข้าไปหารือกับ คสช.เป็นที่มาของการประกาศใช้ มาตรา 44 ลอยตัวราคาน้ำตาลทรายใน 2 ฤดูการผลิตเท่านั้นคือ ฤดูการผลิต 2560/2561 กับ 2561/2562 ระหว่างรอการแก้กฎหมาย (พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย)
Q : แล้วราคาน้ำตาลในประเทศ
เรามีการออกราชกิจจาฯอีก 4 ฉบับ จะมีเรื่องของการยกเลิกการกำหนดโควตาน้ำตาลทรายและออกแบบวิธีการคำนวณราคาใหม่ เมื่อราคาน้ำตาลในประเทศไม่ได้ถูก fix อีกต่อไปแล้ว เราจะใช้วิธีการอิงราคาตลาดโลกเป็น ราคาตลาดน้ำตาลทรายที่ตลาดลอนดอน No.5 เป็นราคาที่ใช้อ้างอิง หรือ reference price มันเป็นตลาดคอมมิวนิตี้ จะขายกันบนกระดานเหมือนเราเล่นหุ้น ไม่ได้เป็นการซื้อขายน้ำตาลจริง ๆ แต่เป็นราคาที่เทรดกัน (ราคา FOB) ซึ่งราคาส่งออกน้ำตาลทรายไทย ไม่ใช่ราคาลอนดอนอยู่ดี เพราะจะมีคำว่า ไทยพรีเมี่ยม เข้ามาเราก็จะใช้ส่วนนี้เป็นข้อมูลประกอบและจากการสอบถามจากเทรดเดอร์ที่ซื้อขายน้ำตาลกับประเทศไทยว่า ให้เท่าไร ดังนั้นเมื่อมีการคำนวณสูตรแบบลอนดอน No.5 บวก ไทยพรีเมี่ยม เราจะให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายขายที่เป็นของ อนท. ดูพรีเมี่ยมเพราะเขาประมูลน้ำตาลทรายดิบอยู่แล้วซึ่งจริง ๆ เขาดูอยู่ ก็ให้เขาแทร็กดูน้ำตาลทรายขาวไปด้วย ดังนั้นตอนนี้เราจึงยังไม่รู้ว่าพรีเมี่ยมเป็นเท่าไหร่เพราะยังไม่มีการส่งตัวเลขมา แต่สิ้นเดือนนี้น่าจะรู้เพราะมันต้องใช้คำนวณส่วนต่าง ดังนั้นราคาน้ำตาลในประเทศจึงจะอยู่ที่ระหว่างexport parity กับ import parity ก็คือว่า ถ้าตัวนี้เป็นฐาน น้ำตาลทรายไทย+ไทยพรีเมี่ยมแล้วคูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนออกมาเป็นเท่าไหร่นี่คือ ฐาน มันก็ต้องไม่ต่ำไปกว่านี้ เพราะถ้าราคาต่ำไปกว่านี้ผู้ขายก็จะขอส่งออกดีกว่าเพราะขายในประเทศได้น้อยกว่าดังนั้นถ้าเรานำเข้า import parity น้ำตาลทรายดิบจากออสเตรเลียมาไทยผ่านด่านศุลกากร จ่ายค่าภาษีนำเข้ามาที่โรงงานรีไฟน์ไทยและผลิตออกมาต้นทุนเท่าไร สมมุติ 19 บาทไปแล้ว การขายน้ำตาลจะอยู่ในระหว่างราคา import กับ export parity ซึ่งตอนนี้ราคา 14 บาทกว่า ๆ ถึง 15 บาท/กก. แล้วกลับไปดูที่ราคาข้างบนที่สมมุติไว้ที่ 19 บาท/กก.
ราคามันก็จะวิ่งอยู่ตรงนี้ มันเกินจากนี้ไปไม่ได้ เพราะถ้าเกินจากนี้คนก็จะนำเข้าน้ำตาลมาแข่ง ต่ำกว่านี้คนก็ไม่อยากขายเพราะมันจะมีค่าเก็บรักษา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ทางอุตสาหกรรมต้องดูแล ถามว่าที่ผ่านมามีคนเคยทำแบบนี้ไหม นำน้ำตาลทรายดิบเข้ามาแล้วรีไฟน์ก็ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเพราะยังไม่เคยมีการขาดแคลนน้ำตาลเพราะ น้ำตาลเราผลิตเกินความต้องการ ดังนั้นตราบใดที่ราคาไม่มีการ fix น้ำตาลจะไม่มีวันขาดแคลนแน่นอน
พรีเมี่ยมจึงจะมีทั้งบวกและลบขึ้นอยู่กับ 1) ราคาน้ำตาลในตลาด ณ วันนั้น 2) ความต้องการของคนซื้อ และ 3) คุณภาพและบริการ เรื่องพวกนี้จะเป็นองค์ประกอบในพรีเมี่ยม ดังนั้นราคาน้ำตาลทราย + ไทยพรีเมี่ยมนี่คือ ฐาน มันจะต้องไม่ต่ำไปกว่านี้เพราะถ้าต่ำไปกว่านี้ผู้ขายก็จะบอกว่า ส่งออกดีกว่าเพราะขายในประเทศได้น้อย
Q : น้ำตาลจะไม่ขาด
เรื่องของน้ำตาลขาดแคลนในประเทศ ในอดีตเราจะเกี่ยวข้องแค่ตัวโควตา ก. ดังนั้นเราจึงกำหนดให้มีการเก็บรักษาหรือการสำรองสต๊อก การป้องกันเราจะให้โรงงานน้ำตาลสำรองทั้งหมดเดือนละ 250,000 ตัน เป็นจำนวนรวมกันจากทุกโรงงานน้ำตาลที่ต้องมีสต๊อกตรงนี้เอาไว้ ดังนั้นค่าใช้จ่ายตรงนี้ทางโรงงานต้องsupport ต้นทุนของอุตสาหกรรมก็จะอยู่ประมาณนี้ 17 บาท แล้วจะตกลงกันอย่างไรใครสำรองมาก-น้อย ในส่วนนี้เราจะเป็นคนจัดสรรว่า แต่ละโรงงานจะต้องสำรองน้ำตาลไว้เท่าไหร่เป็นการสำรองตามกำลังการผลิตเรามั่นใจว่าน้ำตาลจะไม่หายแน่
ถ้าราคามันขึ้นลงตามราคาตลาดโลกอยู่แล้ว มันก็จะเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตซื้อกับขายได้ว่า จะขายในประเทศหรือขายต่างประเทศ ทุกโรงงานจะต้องมีการสำรอง ซึ่งในระเบียบจะมีการบอกไว้ว่า ถ้าโรงงานใดไม่ผลิตน้ำตาลทรายขาวเลยสามารถไปรวมกับโรงอื่นได้ ให้โรงอื่นสำรองแทนก็ไปตกลงกันเอาเอง แต่ทั้งหมดจะต้องสต๊อกรวมกันให้ได้ 250,000 ตัน/เดือน