Skip to content

ความเปราะบางของ ตลาดหุ้นและพันธบัตร

14 ก.พ. 2561 | 13:52น.
ความเปราะบางของ ตลาดหุ้นและพันธบัตร

คอลัมน์ เลียบรั้วเลาะโลก

โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง

นักลงทุนมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว สหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้า ๆ เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำ

ทำให้นักลงทุนมองว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นได้ต่อเนื่องในปีนี้ แม้จะยอมรับว่าราคาหุ้นเริ่มจะแพงแล้วก็ตาม แต่ยังเชื่อว่าปัจจัยบวกข้างต้นจะยังสนับสนุนให้ราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นต่อไปได้ ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมจนถึงวันที่ 25 โดยดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 7% และตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-9% เช่นกัน

อย่างไรก็ตามในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม ตลาดหุ้นเริ่มปรับตัวลดลง และลดลงอย่างรุนแรงในต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับลงถึง 7% ในเวลาเพียง 2 วัน และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงด้วย ซึ่งมีการประเมินว่ามูลค่าตลาดของหุ้นหายไปถึง 1 ล้านล้านเหรียญภายใน 2 วัน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนกังวลและขายหุ้นจนทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวอย่างรุนแรงมาจากการประกาศตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนมกราคมของสหรัฐที่ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ คือ จำนวนการจ้างงานในเดือนมกราคมสูงถึง 200,000 ตำแหน่ง (คาดการณ์ไว้ที่ 180,000) การว่างงานต่ำต่อเนื่องที่ 4.1% และที่เหนือความคาดหมายจนทำให้นักลงทุนกังวลมากคือ การปรับเพิ่มขึ้นของค่าจ้างจากระดับ 2.6% มาเป็น 2.9% (ทั้งนี้การปรับเพิ่มของค่าจ้างเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 2.2-2.6% เท่านั้น) ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่ธนาคารกลางสหรัฐตั้งเป้าหมายไว้

นักลงทุนกังวลกับการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเพราะ การปรับขึ้นของค่าจ้างจะสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ทั้งนี้เงินเฟ้อของสหรัฐปัจจุบันอยู่ที่ 2.4% (ธนาคารกลางตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3%) ทั้งนี้นางเยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐได้เตือนอย่างต่อเนื่องถึงความตึงตัวของตลาดแรงงานสหรัฐ และแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยธนาคารกลางสหรัฐติดตามดูการปรับขึ้นของค่าจ้างแรงงานมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อตัวเลขค่าจ้างเดือนมกราคมปรับสูงขึ้นเกินคาด ทำให้นักลงทุนตระหนกและเริ่มที่จะกังวลว่า เงินเฟ้อกำลังมา ทำให้เริ่มเชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีนี้ (ก่อนหน้านี้ ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 หรือ 2 ครั้งเท่านั้น)

นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ก็ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี (นักลงทุนมักใช้เป็นตัวอ้างอิงผลตอบแทนระยะยาว) ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.4% ปลายเดือนธันวาคม ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 2.8% ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้นักวิเคราะห์คาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะอยู่ที่ 2.9% ในปลายปี 2561 การปรับเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร สะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในอนาคต ประกอบกับการคาดการณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐจะขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น จากนโยบายการปฏิรูปภาษี ซึ่งมีการประเมินว่า รัฐบาลสหรัฐจากขาดดุลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอีก กว่า 1 แสนล้านเหรียญ ทำให้ต้องขายพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น ทำให้นักลงทุนกังวลและขายพันธบัตรรัฐบาลออกมา

การปรับตัวของตลาดหุ้น ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เป็นปัจจัยเสี่ยง 3 ใน 8 ประการที่ได้กล่าวถึงไปในครั้งก่อน (บทความเรื่อง ปัจจัยเสี่ยงปี 2561) ซึ่งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรปกติจะมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยต่าง ๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าทั้งราคาหุ้นและราคาพันธบัตรมีราคาแพงและอาจจะแพงเกินปัจจัยพื้นฐาน (ผลพวงจากการใช้นโยบายการเงินนอกกรอบ หรือ QE ของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น) ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรมีความเปราะบางต่อข่าวลบและปัจจัยที่นอกเหนือการคาดหมาย

ในขณะที่นักลงทุนในตลาดเงินและตลาดหุ้นกังวลกับสถานการณ์ทางการเงินและการลงทุน แต่ในปัจจัยดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง ดัชนีทางเศรษฐกิจยังคงชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะยังขยายตัวต่อเนื่อง อาทิ

-การส่งออกของประเทศเกาหลีใต้ในเดือนมกราคมขยายตัวถึง 22% สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวดี

-ดัชนีจัดซื้อ PMI ของประเทศต่าง ๆ ในเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ ยังปรับขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิต

-ตัวเลขการจ้างงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการว่างงานที่ลดลง ทั้งในสหรัฐ และยุโรป

-ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

เป็นไปได้ว่า การขยายตัวของภาคเศรษฐกิจจริงน่าจะยังมีแรงส่งได้ต่อเนื่องอย่างน้อยก็ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งหากเงินเฟ้อและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไม่ได้ปรับตัวสูงอย่างรวดเร็ว ก็ไม่น่าจะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริง ทั้งนี้ ถ้าภาคเศรษฐกิจจริงยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ก็น่าจะเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ส่วนตลาดพันธบัตรนั้น ถ้าเศรษฐกิจดี เงินเฟ้อมา ผลตอบแทนของพันธบัตรต้องปรับสูงขึ้น ดังนั้น ตลาดพันธบัตรน่าจะยังมีความเสี่ยงสูงอยู่

ดังนั้น การปรับตัวของตลาดหุ้นในตอนนี้ จึงอาจเป็นเพียงการปรับตัวช่วงสั้น ทั้งนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายประการ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจของจีน นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ และปัญหาการเมืองในยุโรป ซึ่งน่าจะมีประเด็นที่ต้องติดตามใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ รวมทั้งค่าเงินดอลลาร์ว่าจะแข็งค่าขึ้นหรือไม่

แต่ที่ชัดเจนคือ ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในปัจจุบัน มีความเปราะบาง และพร้อมที่จะปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว หากมีปัจจัยลบเกิดขึ้น นักลงทุนอาจต้องเตรียมรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในปีนี้

 

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”