Skip to content

“วารี สดประเสริฐ” ปลดล็อกโควตานำเข้าเมล็ดกาแฟเสรี

18 ก.พ. 2561 | 12:48น.
“วารี สดประเสริฐ” ปลดล็อกโควตานำเข้าเมล็ดกาแฟเสรี

อดีตไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกเมล็ดกาแฟดิบ ทำให้รัฐต้องการกำหนดโควตานำเข้าเมล็ดกาแฟ เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศ แต่ปัจจุบันเกษตรกรหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่มีรายได้ดีกว่า ไทยจึงกลายเป็นผู้นำเข้าเมล็ดกาแฟมาคั่วและแปรรูปเป็นกาแฟสำเร็จรูปเพื่อนำ ไปส่งออกแทน ด้วยเหตุนี้โควตานำเข้าเมล็ดกาแฟในอดีตจึงกลายเป็นอุปสรรคการทำธุรกิจ ปัจจุบัน “วารี สดประเสริฐ” นายกสมาคมกาแฟไทย ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงทิศทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

Q : ภาพรวมอุตสาหกรรม

ปีนี้ไทยมีเมล็ดกาแฟดิบ 25,000 ตัน แต่ความต้องการพุ่งไป 80,000-90,000 ตันแล้ว จากปีก่อนนำเข้า 50,000-60,000 ตัน คงต้องมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่เราก็ถูกกระทบจากที่สรรพสามิตเก็บภาษีกาแฟพร้อมดื่ม ซึ่งต้องปรับราคากระป๋องละ 2 บาท แต่ผู้ผลิตและจำหน่ายไม่กล้าปรับราคา เพราะการบริโภคกาแฟพร้อมดื่มลดลงไปเยอะมาก เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ถึงแม้ว่าปรับขึ้นค่าแรงก็ยังไม่กล้าปรับ กลัวยอดขายตก ปัจจุบันคนไทยบริโภคกาแฟ 0.5 กก.ต่อคนต่อปีถือว่าน้อยมากเทียบกับประเทศอื่น ถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เป็นอัตราต่ำ ยังมีโอกาสที่จะโตมากกว่านี้

ส่วนกาแฟคั่วไม่มีตัวเลขชัดเจน เพราะมีรายกลางรายเล็กเพิ่มขึ้น ผู้คั่วรายใหญ่น่าจะเป็นอเมซอนใหญ่ที่สุดในไทยแล้ว ส่วนกาแฟพร้อมดื่ม คือ อายิโนะโมะโต๊ะ และกาแฟสำเร็จรูปน่าจะเป็นเนสท์เล่ ตอนนี้ในสมาคมมีผู้ประกอบการประมาณ 40 กว่าราย เป็นผู้แปรรูปรายใหญ่ เช่น อเมซอน มอคโคน่า เนสท์เล่ อายิโนะโมะโต๊ะ เป็นสัดส่วน 80-90% แต่ตอนนี้รายกลาง-รายเล็กก็เริ่มมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น

แนวโน้มตลาด กาแฟไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2561 ยังไปได้ 5-8% จากที่เคยโตสูงสุด 10% ส่วนราคากาแฟปีนี้พันธุ์อราบิก้า กก.ละ 130 บาทใกล้เคียงกับปีก่อน พันธุ์โรบัสต้า กก.ละ 70 บาท ต่ำกว่าปีก่อนเฉลี่ย กก.ละ 70-80 บาท ตามภาวะราคาตลาดโลก ซึ่งได้รับผลจากเศรษฐกิจอียูและสหรัฐ กำลังซื้ออาจน้อยลง ราคาอ่อนตัวลงมา ส่วนภาวะบาทแข็งกระทบน้อยเพราะส่งไม่กี่ร้อยตัน ส่วนใหญ่จะนำเข้าวัตถุดิบมากกว่า

Q : ปัญหาที่มากระทบอุตสาหกรรม

ปริมาณ และผลผลิตไม่พออยู่ในภาพใหญ่ ไทยถูกจำกัดด้วยพื้นที่และแรงงาน เกษตรกรลดลงพื้นที่ปลูกจากเดิมหลายแสนไร่ เราไม่ได้มีความคิดที่จะขยายพื้นที่ มันไม่ใช่หนทางที่จะทำได้ คนที่ยังทำอยู่ก็เพราะรักที่จะปลูกกาแฟ หากเอฟทีเอออสเตรเลียลดภาษีเป็น 0% ในปี 2563 กาแฟคั่วออสเตรเลียคงเข้ามาในไทยมากมาย คนไทยพร้อมจะดื่มอยู่แล้ว

ปัญหาของเราคือต้นทุนวัตถุดิบแพงเพราะการนำเข้าเมล็ดกาแฟ มีโควตาภายใต้ WTO อาจเสียภาษีนำเข้า 90% และยังมีการประกันราคาวัตถุดิบให้เกษตรกร กก.ละ 60 บาทสูงกว่าตลาด ขณะที่ออสเตรเลีย ถึงไม่ใช่ประเทศปลูกกาแฟแต่นำเข้าเมล็ดกาแฟดิบภาษี 0% มาคั่ว ฉะนั้น ต้นทุนวัตถุดิบถูกกว่าเรา

Q : แนวทางการแก้ไข

ขึ้นกับนโยบายรัฐว่าจะปรับเปลี่ยนกฎระเบียบโควตาภาษีอย่างไร เพราะกฎระเบียบเหล่านี้ตั้งมาเมื่อ 40 ปีที่แล้วซึ่งไทยเป็นประเทศส่งออกเมล็ดกาแฟดิบ จึงกำหนดโควตาภาษีนำเข้า (TRQ) แต่ปัจุจบันได้เปลี่ยนมาเป็นผู้นำเข้าเมล็ดกาแฟ มาแปรรูปและส่งออกผลิตภัณฑ์ ฉะนั้น รัฐควรทบทวนกฎระเบียบให้เหมาะสมกับสถานการณ์การค้าปัจจุบันที่ไทยทำกาแฟพรี เมี่ยม ส่วนระดับทั่ว ๆ ไป เราสามารถนำเข้าวัตถุดิบจากเพื่อนบ้านอาเซียน พม่า ลาว เวียดนาม หรือมาเลเซีย มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าในการส่งออก ภาครัฐคงห่วงเกษตรกรจะไม่เข้าใจ เราคงจะนำไปหารือในคณะกรรมการพืชสวน

ขณะ เดียวกันสมาคมได้ทำโครงการยกระดับคุณภาพการผลิตกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำ นำร่องกับกลุ่มเกษตรจังหวัดน่าน ต่อเนื่องมา 1-2 ปีแล้ว เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสากลและยกระดับคุณภาพของเขาให้สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน เพราะไม่เช่นนั้นจะถูกกระทบด้วยราคาตลาดโลก

Q : หากรัฐไม่ร่วมแก้ไข

ถ้าไม่แก้ไขปัญหาในตอนนี้การแข่งขันน่าจะทำได้ยาก ผู้ประกอบการก็อยู่ยาก โดยเฉพาะรายเล็ก ส่วนรายใหญ่คงไม่ขยายการผลิตในประเทศแล้ว เพราะถูกจำกัดในหลาย ๆ อย่าง จนต้องไปลงทุนขยายไปผลิตประเทศอื่นแล้วส่งกลับมาขายในประเทศไทยแทน ส่วนรายเล็กคงอยู่ลำบาก สายป่านสั้นออกไปลงทุนไม่ได้ แต่หากภาคราชการช่วยแก้ไขในข้อติดขัดจะส่งผลดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กาแฟ เศรษฐกิจในประเทศ