รัฐปรับแผน “ออปชั่นช่วยชาติ” เสริมแกร่งเอสเอ็มอีบริหารเสี่ยงค่าเงิน
รัฐแก้เกม “ออปชั่นช่วยชาติ” หงอย เอสเอ็มอีเข้าอบรม “ต่ำ” กว่าเป้า หวังเอสเอ็มอีเข้าร่วมอีก 3 พันราย ดันใช้วงเงินเต็ม 150 ล้านบาท ชี้ค่าเงินบาทยังผันผวนสูง ธปท.ห่วงเอสเอ็มอี จี้บริหารความเสี่ยงค่าเงิน
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า หลังจากที่เริ่มดำเนินโครงการบริหารความเสี่ยง FX (อัตราแลกเปลี่ยน) ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) หรือ “ออปชั่นช่วยชาติ” ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย. 2560 จนถึงขณะนี้ พบว่ามีเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมอบรมและขอรับวงเงินค่าธรรมเนียมสำหรับทดลองซื้อ FX options แล้วจำนวน 2,037 ราย วงเงินรวม 61.11 ล้านบาท หรือประมาณ 41% ของวงเงินที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ดำเนินโครงการ 150 ล้านบาทเอสเอ็มอีแต่ละรายจะได้วงเงิน 30,000 บาท
“โครงการนี้จัดอบรมเอสเอ็มอีแล้ว 17 ครั้ง ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แต่ก็ยังไม่เข้าเป้าหมายที่วางไว้ 5,000 ราย ดังนั้นเราจึงได้จัดโครงการอบรมเฟส 2 ซึ่งได้ปรับให้ตรงกับความต้องการของเอสเอ็มอีมากขึ้น อาทิ ลดระยะเวลาอบรมเหลือ 3-4 ชั่วโมงจากทั้งวัน จะเน้นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมการบันทึกวิดีโอเพื่อนำไปเปิดตามสาขาEXIM BANK สาขาภาคของ ธปท. และสาขาของธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งที่ร่วมโครงการ” นายพิศิษฐ์กล่าว
โครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดภายในเดือน มิ.ย. 2561 ซึ่งการปรับปรุงการจัดอบรมให้เหมาะสมขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนอยู่มากจึงคาดว่า SMEs จะเข้าร่วมอบรมครบจำนวน 5,000 ราย และขอใช้วงเงินครบ 150 ล้านบาท ตามเป้าหมายก่อนที่จะถึงเดือน มิ.ย. ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศของ SMEs ได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท
นางสาววชิรา อารมณ์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การที่อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน กลุ่มที่น่าเป็นห่วงก็คือ SMEs ซึ่ง ธปท.พยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการตระหนักเรื่องการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน จะได้ไม่ต้องกังวล และมีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าให้แข่งขันได้แทน
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวนตลอด ซึ่งก็ทำให้ตลาดมีการปรับฐานตลอดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เห็นได้จากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงรวดเร็ว ด้านพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ระยะยาวก็มีผลตอบแทนปรับขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ รวมถึงในภาวะที่ตลาดโลกมีสภาพคล่องส่วนเกินค่อนข้างสูง ยิ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น ในระยะข้างหน้ายังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้ตลาดเงินตลาดทุนโลกผันผวนขึ้นอีก เช่นเงินเฟ้อสหรัฐเพิ่มขึ้น อาจทำให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะกระทบต้นทุนทางการเงินเพิ่ม
“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา หลัก ๆ มาจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะดอลลาร์ที่อ่อนค่าเพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ขณะที่โลกทุกวันนี้มีการเชื่อมโยงทางการเงินสูงมากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องจำเป็นและต้องทำในมิติต่าง ๆ เช่น บริหารความเสี่ยงด้านการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน การลงทุนให้กระจายความเสี่ยง ในส่วนของดอกเบี้ยไทยคงยังไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นตาม เพราะเราต้องพิจารณาปัจจัยในประเทศเป็นหลัก เช่นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ”