เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
CEA จับมือ IFPI Thailand เปิดเวทีถกอุตสาหกรรมเพลงยุค AI
Uncategorized CEA จับมือ IFPI Thailand เปิดเวทีถกอุตสาหกรรมเพลงยุค AI
ก.ล.ต. ฟัน ‘บิทคับ ออนไลน์’ พร้อมอดีตกรรมการ 2 ราย กระทำผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
Finance ก.ล.ต. ฟัน ‘บิทคับ ออนไลน์’ พร้อมอดีตกรรมการ 2 ราย กระทำผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
ราคาทองวันนี้ (23 ก.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท รูปพรรณขายออก 66,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ก.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท รูปพรรณขายออก 66,300 บาท
YouTrip เปิดเกมพรีเมี่ยม ส่ง “YouTrip Metal” เจาะนักเดินทางระดับ A-List
Finance YouTrip เปิดเกมพรีเมี่ยม ส่ง “YouTrip Metal” เจาะนักเดินทางระดับ A-List
ซาอุฯ เลื่อนบังคับใช้ Saudi GAP 1 ปี เปิดทางไก่ไทยส่งออกต่อถึงปี 2570
Economic ซาอุฯ เลื่อนบังคับใช้ Saudi GAP 1 ปี เปิดทางไก่ไทยส่งออกต่อถึงปี 2570
โฆษกเกษตรฯ โต้โยง MOU ไทย-จีน เปิดนำเข้าไก่จีน ย้ำคนละเรื่อง ยังไม่อนุมัติคำขอ
Economic โฆษกเกษตรฯ โต้โยง MOU ไทย-จีน เปิดนำเข้าไก่จีน ย้ำคนละเรื่อง ยังไม่อนุมัติคำขอ
Jobsdb เปิด 5 เทรนด์หางานปี’69 เวิร์กฟรอมโฮมยืนหนึ่ง
HR Jobsdb เปิด 5 เทรนด์หางานปี’69 เวิร์กฟรอมโฮมยืนหนึ่ง
ชัชชาติ แจงปมไม่เข้าประชุมสภา กทม. ย้ำให้ความสำคัญ ไม่ขาดเว้นติดภารกิจ
Politics ชัชชาติ แจงปมไม่เข้าประชุมสภา กทม. ย้ำให้ความสำคัญ ไม่ขาดเว้นติดภารกิจ
Thai SELECT ปักธงนิวยอร์ก ‘ศุภจี’ ดันอาหารไทยจากรสชาติสู่ซอฟต์พาวเวอร์การค้าโลก
Economic Thai SELECT ปักธงนิวยอร์ก ‘ศุภจี’ ดันอาหารไทยจากรสชาติสู่ซอฟต์พาวเวอร์การค้าโลก
สหรัฐโยงไทย กล่าวหาเอไอจีน “Moonshot AI” แอบเข้าถึงชิปขั้นสูง  Nvidia
News สหรัฐโยงไทย กล่าวหาเอไอจีน “Moonshot AI” แอบเข้าถึงชิปขั้นสูง Nvidia
ดูทั้งหมด

เปลี่ยนอากาศพิษเป็นสิ่งของหลากสิ่ง ตั้งแต่กางเกงโยคะ ไปถึงเพชรน้ำงาม

26 มี.ค. 2566 | 09:48น.

มนุษยชาติกำลังเผชิญวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจาก “คาร์บอน” ธาตุพื้นฐานที่เราพบได้ทั่วไป แต่คาร์บอนส่วนเกินที่ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ไม่อาจจะแก้ไขให้หวนกลับคืนมาเป็นดังเดิมได้

ถึงกระนั้นก็ตาม คาร์บอนยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยเป็นทั้งอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย และเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโลก ในเมื่อเราทุกคนต้องอาศัยคาร์บอนในการดำรงชีวิตเป็นประจำอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ขจัดคาร์บอนส่วนเกินที่ก่อมลพิษทางอากาศ โดยนำเอามาใช้ประโยชน์แบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไปเสียเลย

ปัจจุบันมีโครงการของภาคเอกชนจำนวนมาก ที่ต้องการดักจับหรือดึงเอาก๊าซเรือนกระจกมาใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่นบริษัท Climeworks ของสวิตเซอร์แลนด์ และบริษัท Carbon Engineering ของแคนาดา ได้ร่วมกันวางแผนเตรียมจะใช้เทคโนโลยีดักจับอากาศโดยตรง (Direct Air Capture – DAC) เพื่อสกัดเอาคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศรอบตัวเรามาผลิตสินค้าต่าง ๆ หลากชนิด ตั้งแต่กางเกงโยคะไปจนถึงเพชรน้ำงาม

Direct air capture facility

Carbon Engineering
โรงงานดักจับอากาศโดยตรงขนาดใหญ่อาจมีหน้าตาประมาณนี้

แต่เทคโนโลยี DAC นั้นมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังไม่ใช่วิธีการที่สามารถตัดลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างสมบูรณ์แบบ บรรดาผู้ประกอบการที่คิดค้นและพัฒนารวมทั้งใช้เทคโนโลยี DAC ต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า กระบวนการดักจับและสกัดคาร์บอนจากอากาศนั้น มีแนวโน้มจะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนหนึ่งออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกเสียเอง ทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนักในขณะนี้

แม้จะประสบปัญหาย้อนแย้งดังกล่าว แต่เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า การริเริ่มใช้เทคโนโลยีที่ช่วยขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Removal – CDR) ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี DAC ด้วยนั้น ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องลงมือทำโดยด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะวิกฤตของภูมิอากาศโลกที่กำลังใกล้เข้ามา

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (IPCC) เผยแพร่ผลสรุปจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์ ในรายงานประจำเดือนเมษายน ปี 2022 ว่า “การนำเทคโนโลยี CDR มาช่วยถ่วงดุลการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งปัจจุบันเป็นภาวการณ์ที่ยากจะบรรเทายับยั้งได้นั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะละเลยได้ หากต้องการให้อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์”

ความจำเป็นดังกล่าวมีการตอบรับจากภาคธุรกิจและตลาดโลกเป็นอย่างดี แม้กิจการเพื่อสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักจะนำคาร์บอนส่วนเกินลงฝังเก็บใต้ดินหรือจมมันลงใต้ทะเล แต่ก็มีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ จำนวนมากขึ้น ที่เล็งจะใช้ประโยชน์จากคาร์บอนส่วนเกินในการผลิตสินค้าอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อปี 2021 ระบุว่ามีบริษัทสตาร์ตอัปจำนวนไม่น้อยเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในอากาศ โดยทั้งหมดสามารถระดมทุนเพื่อผลิตสินค้าจากคาร์บอนส่วนเกินได้ถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าที่เคยระดมทุนได้ในปี 2020 ถึง 3 เท่า

เพชรแกร่งจากอากาศเบาบาง

Giant ventilators that capture CO2 from the atmosphere

Aether
Aether จับมมือกับ Climeworks โดยใช้เครื่องดูดสุญญากาศขนาดยักษ์ดูดเอามวลอากาศเข้ามา โดยมีตัวกรองคอยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และสารมลพิษอื่น ๆ เอาไว้ วัตถุดิบที่ดักจับมาได้จะถูกส่งไปโรงงานในยุโรปเพื่อเปลี่ยนเป็นมีเทน (CH4) ซึ่งก็คือสารไฮโดรคาร์บอนที่จะเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เพชรต่อไป

อะตอมคาร์บอนที่ถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาลจนมีความหนาแน่นสูง จะกลายสภาพเป็นเพชรซึ่งถือเป็นอัญมณีเลอค่าและหนึ่งในวัสดุที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก ปัจจุบันบริษัท Aether ในนครนิวยอร์ก สามารถสังเคราะห์เพชรจากคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้แล้ว โดยทุกขั้นตอนการผลิตใช้พลังงานสะอาดที่มีความยั่งยืน

เพชรที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการนี้ มีรูปลักษณ์ภายนอกและโครงสร้างทางเคมีเหมือนกับเพชรแท้ที่ขุดจากเหมืองทุกประการ ทั้งยังมีใบรับรองจากสถาบันอัญมณีระหว่างประเทศ (IGI) อีกด้วย หากต้องการจะแยกแยะให้ได้ว่าเพชรเม็ดไหนทำจากคาร์บอนส่วนเกิน ก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกทางเคมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เพชรสังเคราะห์ของบริษัท Aether ผลิตขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท Climeworks โดยใช้เครื่องดูดสุญญากาศขนาดยักษ์ดูดเอามวลอากาศเข้ามา โดยมีตัวกรองคอยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และสารมลพิษอื่น ๆ เอาไว้ วัตถุดิบที่ดักจับมาได้จะถูกส่งไปโรงงานในยุโรปเพื่อเปลี่ยนเป็นมีเทน (CH4) ซึ่งก็คือสารไฮโดรคาร์บอนที่จะเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เพชรต่อไป

ที่โรงงานของ Aether ในนครชิคาโก เตาปฏิกรณ์จะใช้ความร้อนและแรงดันสูงบีบอัดมีเทน เพื่อให้ผลึกของเพชร “งอก” และเติบโตขึ้นมา โดยกระบวนการนี้จะใช้เวลาเพียง 3-4 สัปดาห์ แทนที่จะเป็นหลายล้านปีเหมือนกระบวนการทางธรณีวิทยาในธรรมชาติ

นอกจากบริษัท Aether แล้ว บริษัท Vrai ที่ได้รับการสนับสนุนจากดาราดัง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ยังแถลงว่าเพชรสังเคราะห์จากคาร์บอนส่วนเกินของตน ซึ่งผลิตที่โรงหล่อโลหะในทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ นั้น มาจากการผลิตที่ใช้พลังงานน้ำจากเขื่อนในแม่น้ำโคลัมเบียล้วน ๆ โดยโรงหล่อแห่งนี้ผ่านการรับรองว่าเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutral) หรือปล่อยคาร์บอนในปริมาณเท่ากับที่ดูดซับกลับคืนมาได้ ตั้งแต่ปี 2017

กางเกงโยคะ และอื่น ๆ

Lululemon store

Getty Images
LanzaTech จับมือกับ Lululemon คิดค้น เส้นใยที่ทำจากคาร์บอนส่วนเกินผลิตเป็นผ้าสำหรับกางเกงโยคะ

บริษัท LanzaTech ในนครชิคาโก เป็นบริษัทสตาร์ตอัปที่มุ่งแปรรูปคาร์บอนส่วนเกินให้เป็นสินค้าหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงโยคะ บรรจุภัณฑ์อาหาร ไปจนถึงผงซักฟอก

บริษัทแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ในการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยออกมาให้กลายเป็นเอทานอล โดยพึ่งพากระบวนการย่อยอาหารและสร้างพลังงานของแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้ออกซิเจนสายพันธุ์หนึ่ง

มีการค้นพบแบคทีเรียสายพันธุ์ดังกล่าวเมื่อหลายสิบปีก่อนในมูลของกระต่าย โดยทางบริษัทนำมันมาผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมเป็นพิเศษ จนสามารถผลิตเอทานอลที่นำไปทำวัสดุสังเคราะห์ได้หลากหลายชนิด โดยล่าสุด LanzaTech จับมือกับบริษัทค้าปลีกเสื้อผ้า Lululemon ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องของกางเกงโยคะ ผลิตเส้นใยสำหรับทอผ้าที่มาจากคาร์บอนส่วนเกินได้เป็นรายแรกของโลก

คอนกรีตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Trays of crushed limestone are stacked

Reuters
Heirloom ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ใช้หินปูนมาดูดซับคาร์บอนจากอากาศโดยตรง จากนั้นจะนำไปฝังดินหรือนำไปผลิตคอนกรีตที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ

บริษัท Heirloom ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ได้ใช้พัดลมดูดอากาศขนาดยักษ์ช่วยจับคาร์บอนเหมือนกับบริษัทอื่น ๆ แต่ใช้หินปูนมาดูดซับคาร์บอนจากอากาศโดยตรง จากนั้นจะนำไปฝังดินหรือนำไปผลิตคอนกรีตที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ

หินปูนนั้นประกอบด้วยแคลเซียมออกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์จับตัวอยู่รวมกัน ทำให้หินปูนเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติแหล่งใหญ่ของโลก ทางบริษัท Heirloom ได้นำหินปูนมาบดและให้ความร้อนจนมันคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเล็กน้อย จากนั้นจะนำแคลเซียมออกไซด์ที่เหลือไปใช้เป็น “ฟองน้ำ” ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินปริมาณมากในบรรยากาศได้ โดยนำไปตั้งเรียงซ้อนกันกลางแจ้งเพียง 3 วัน ก็จะดูดซับคาร์บอนจนคืนสภาพเป็นหินปูนได้เหมือนเดิม แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายปีอย่างกระบวนการที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ

นอกจากนี้ Heirloom ยังร่วมกับบริษัท CarbonCure ในแคนาดา เพื่อนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้ด้วยหินปูนมาแปรรูปให้กลายเป็นแร่ธาตุในสถานะของแข็ง ซึ่งเมื่อผสมลงในคอนกรีตแล้วจะช่วยให้มันกลายเป็นวัสดุที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการผสมซีเมนต์ในภายหลัง ทั้งยังช่วยในด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทั้งคอนกรีตและซีเมนต์นั้นเป็นวัสดุที่ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนถึง 8% ของทั้งโลก

บริษัท Heirloom ตั้งเป้าว่าจะใช้หินปูนดึงคาร์บอนส่วนเกินจากบรรยากาศให้ได้ 1,000 ล้านตัน ภายในปี 2035 ซึ่งจะทำให้วิธีการนี้เป็นเทคโนโลยี DAC ที่มีประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่ามากที่สุดในโลก

เทคโนโลยี DAC เชื่อถือได้ไหม

แม้เราจะผลิตสินค้าหลากหลายชนิดได้จากการดักจับคาร์บอนในบรรยากาศ แต่เทคโนโลยี DAC นั้นยังใหม่อยู่มาก และยังคงต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

รายงานของสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2022 ระบุว่าปัจจุบันมีโรงงานที่ใช้เทคโนโลยี DAC เพียง 18 แห่ง โดยแต่ละแห่งมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป แต่สามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินรวมกันได้เพียง 8,000 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดแล้วเท่ากับไอเสียที่ปล่อยจากรถยนต์ 1,740 คัน ภายใน 1 ปีเท่านั้น

ต้นทุนในการใช้เทคโนโลยี DAC นั้นมีอยู่หลากหลายระดับ ตั้งแต่ 250 ไปจนถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดึงมาได้ 1 ตัน ซึ่งจัดว่าแพงกว่าการปลูกป่าทดแทนเพื่อดึงคาร์บอนจากบรรยากาศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคาร์บอน 1 ตันเท่านั้น

การที่คาร์บอนไดออกไซด์จะถูกเจือจางในบรรยากาศจนเหลือความเข้มข้นเพียง 400 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ทำให้เทคโนโลยี DAC จับคาร์บอนได้ในปริมาณน้อย หากเปรียบโมเลกุลของอากาศทั้งหมดเท่ากับลูกเทนนิส 5,000 ลูก ในจำนวนนั้นจะมีเพียง 2 ลูกที่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์

ผศ. ปีเตอร์ ซาราส ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเคมีและชีวโมเลกุลจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย บอกว่าโลกควรจะต้องเริ่มเดินหน้าใช้เทคโนโลยี DAC แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเสียแต่บัดนี้ แม้ว่าจะยังมีปัญหาทางเทคนิคมากมายก็ตาม

“ตอนนี้เราไม่มีเวลาพอที่จะคอยการพัฒนาเทคโนโลยี DAC และ CDR ให้สามารถรองรับภาระหนักในระดับที่จะบรรลุเป้าหมายทางภูมิอากาศของเราได้ เราต้องเริ่มลงมือทำไปเลยตั้งแต่วันนี้ มิฉะนั้นจะไม่อาจยกระดับเทคโนโลยีให้ทันกับสถานการณ์ได้”

ผศ. ซาราส ยังกล่าวเสริมว่า เทคโนโลยี DAC นั้นเรียบง่ายไม่ซับซ้อน จนแวดวงวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสามารถให้การยอมรับและนำไปใช้ได้ง่าย เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดสามารถเฝ้าสังเกตโดยวัดค่าต่าง ๆ และตรวจสอบได้อย่างชัดเจน ต่างจากการปลูกป่าทดแทน ซึ่งแม้จะมีราคาถูกแต่ประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ซับซ้อนหลายประการ ทั้งยังไม่อาจจะตรวจวัดได้อย่างชัดเจนว่า ป่าไม้สามารถดึงคาร์บอนส่วนเกินจากบรรยากาศได้เป็นปริมาณเท่าใดกันแน่

หมายเหตุ : ข่าว บีบีซีไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กำจัดขยะ ขยะ สิ่งแวดล้อม