การขยายตัวของเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล เปลี่ยนทุกไลฟ์สไตล์ ทุกความต้องการของผู้บริโภคไปอย่างรวดเร็ว ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจ ทุก ๆ อุตสาหกรรมต้องหันกลับมามอง พร้อม ๆ กับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เขย่ากลยุทธ์ เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ เพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ธุรกิจ
BDMS เชื่อมข้อมูล เพื่อทุกการรักษา
ธุรกิจโรงพยาบาลต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการถูกดิจิทัลดิสรัปชั่น (digital disruption) จากกระแสการขยายตัวของสื่อดิจิทัล โดยต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และรูปแบบการทำงาน
“บุรณัชย์ ลิมจิตติ” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ด้านการตลาดต่างประเทศ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงพยาบาลเครือบีดีเอ็มเอส กล่าวในงานสัมมนา “AIS Digital Intelligent Nation 2018” ว่า การขยายตัวของสื่อดิจิทัลส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ รูปแบบการทำงาน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่ผ่านมาบริษัทในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน โดยนำดิจิทัลเข้ามาใช้กับธุรกิจมากขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก คือ เชื่อมข้อมูล เชื่อมทุกการรักษา เชื่อมความรู้ความสามารถ ให้ได้ข้อมูล เพื่อให้ทุกการรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากที่สุด
สำหรับแนวคิดดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ 3 ปีก่อน ด้วยการเก็บข้อมูลด้านการรักษาผู้ป่วยของ รพ.ในเครือทั้งหมดแบบรายวันและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ มีการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและบริการ โดยปัจจุบันมี 45 โรง 8,031 เตียง รวม 7 แบรนด์ ครอบคลุมในประเทศรวมถึงกัมพูชาด้วย เช่น สมิติเวช กรุงเทพ เปาโล เป็นต้น
“วันนี้ข้อมูลการรักษาผู้ป่วยของทุกโรงพยาบาลในเครือถูกเชื่อมเข้าด้วยกันทั้งหมด เพื่อดึงศักยภาพความรู้ความสามารถของบุคลากรเข้ามาช่วยในการรักษาในทุกเครือข่ายของโรงพยาบาล ซึ่งครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ กลุ่มซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมา รวมถึงทางจีนตอนใต้ และบังกลาเทศด้วย”
เขากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้ขยายต่อด้วยแนวคิดดังกล่าว สู่การตั้งศูนย์บริการฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้ชื่อ “BDMS Alarm Center” โดยสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านคอลเซ็นเตอร์หมายเลข 1724 ตลอดเวลา และมียานพาหนะออกไปรับผู้ป่วยเข้ามารักษาได้ทันท่วงที ทั้งเรือ เครื่องบิน และรถฉุกเฉิน
อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำในต่างประเทศในหลากหลายด้าน เพื่อแบ่งปันข้อมูล ผลงานวิจัยต่าง ๆเช่นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ MD Aderson Cancer Center, การแบ่งปันงานวิจัยต่าง ๆ ร่วมกับ OHSU ในอเมริกา เป็นต้น รวมถึงยังส่งต่องานวิจัยต่าง ๆ ที่ได้จากความร่วมมือจากโรงพยาบาลชั้นนำในต่างประเทศให้แก่โรงพยาบาลของรัฐบาลด้วย เช่น ศิริราช รามาธิบดี มหิดล เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้ดียิ่งขึ้น
ล่าสุดเตรียมเปิดศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งแรกในเอเชียที่มีมาตรฐานระดับโลกเทียบเท่ายุโรปและสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อ “BDMS Wellness Center” เร็ว ๆ นี้ด้วย เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น
“บุรณัชย์” กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบีดีเอ็มเอสนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในทุกส่วนของขั้นตอนการรักษาผู้ป่วย ตามเส้นทางการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วย หรือ customer journey ด้วยการนำระบบ IOT (internet of things), AI (artificial intelligence) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีที่สุด
“เส้นทางการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยเริ่มจากเดินเข้ามาที่ รพ. ทำประวัติคนไข้ พบแพทย์ ตรวจหาความผิดปกติด้วยการเข้าห้องแล็บ หรือใช้เครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาช่วยวินิจฉัย ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลตลอด สุดท้ายแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย ว่าจะรักษาด้วยวิธีการใด ซึ่งท้ายที่สุดแม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยแต่การรักษาและวินิจฉัยโรคก็ต้องขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจร่วมระหว่างแพทย์ผู้รักษาและผู้ป่วยร่วมกัน ซึ่งบริษัทแค่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การรักษาดีขึ้น”
ทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมให้สอดรับกับยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยให้ทุกการรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ธุรกิจด้วยเช่นกัน

อนาคตกำลังไล่ล่า เราต้อง Act Now
ในต่างประเทศภาพการปิดสาขาของห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกระแสของค้าปลีก “ออนไลน์” ที่เข้ามาแย่งลูกค้า การปรับตัวให้ทันโลกดิจิทัลกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายและหนักหน่วง ที่จะบาลานซ์ช่องทางขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เดินควบคู่กัน
“ญนน์ โภคทรัพย์” president of Central Group ฉายภาพถึงทิศทางดังกล่าวในงานสัมมนา “AIS Digital Intelligent Nation 2018” ว่า โลกเปลี่ยนไปมาก แม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเข้ามา 20 กว่าปีแล้ว แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนโลกและส่งผลต่อธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง คนทำธุรกิจต้องเจอกับความท้าทาย
เช่นเดียวกับแบรนด์สินค้าและผู้ประกอบการไม่ได้เป็นคนกำหนดตลาดอีกต่อไป แต่กลายเป็นลูกค้าเป็นคนกำหนดทุกสิ่งในตลาด การแข่งขันในธุรกิจไม่เพียงคู่แข่งที่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกันที่ต้องแข่งขันกันเท่านั้น ลูกค้าก็ยังกลายเป็นโจทย์และเสมือนคู่แข่งที่เราต้องเอาชนะใจให้ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็เป็นโอกาส เกิดตลาดใหม่ ๆ และโอกาสใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่นเดียวกับเทรนด์ของยุค IOT ยกตัวอย่าง การเติบโตของกลุ่มสินค้าสมาร์ทโฮม ที่เข้ามาสร้างความสะดวกสบายให้ผู้อยู่อาศัยมากขึ้น ในส่วนสมาร์ทซิตี้ ที่สิงคโปร์ นำหน้าไปไกลและโดดเด่นมาก เรื่องของพลังงาน การคอนเน็กติ้งข้อมูล การขนส่งแบบไร้คนขับ ส่งยังไงให้เร็วและปลอดภัย
เช่นเดียวกับในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ในอนาคต เราจะเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ใช้มือถือสแกนอาหาร ข้าวของ สินค้า ว่าเป็นอย่างไร ได้คุณค่าอะไรบ้าง รวมถึงการใช้ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ดาต้า บริหารจัดการเรื่องของทราฟฟิก จัดสินค้ายังไงให้เหมาะกับทราฟฟิกของลูกค้า เทรนด์เหล่านี้เกิดขึ้นแน่นอน เช่นเดียวกับการทำซัพพลายเชน ระบบโลจิสติกส์ จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล
สำหรับเซ็นทรัลกรุ๊ปเอง ก็มีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง เพราะในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะรู้ว่าใครอยู่ใครไป ไม่มีหลักประกัน เราต้องปรับพัฒนา เราอยู่ในโลกดิจิทัลอีโคโนมี หากคิดจะกินรวบคนเดียว จบแน่นอน คุณต้องมีพาร์ตเนอร์ชิป เราอ่อนเทคโนโลยี ก็ต้องไปหาพาร์ตเนอร์ที่มีความแข็งแกร่ง
อย่างเช่น เซ็นทรัล ออนดีมานด์ เราให้ลูกค้าสอบถาม จัดหาสินค้าให้ลูกค้า จัดส่งให้ที่ไหน ออฟฟิศ หรือบ้าน เราปรับตัว ปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด แล้วค่อยคิดว่า เราจะเป็นเบอร์ 1 ต่อไปหรือเปล่า
อนาคตกำลังไล่ล่าเรา ที่เราต้องทำตอนนี้คือ act now