ส่อง Scenario จัดตั้งรัฐบาลใหม่-แผนจัดพอร์ตให้ผลตอบแทนแลนด์สไลด์ ตอบโจทย์ “เทรดแล้ว-เทรดอยู่-เทรดต่อ”
วันที่ 22 เมษายน 2566 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) รายงานมุมมองการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 อ้างอิงจากผลสำรวจความนิยมโดยนิด้าโพลครั้งที่ 2 เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2566 ทางฝ่ายคาดการณ์ว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากที่ “พรรคเพื่อไทย” จะได้รับจำนวน ส.ส. จากการเลือกตั้งครั้งนี้มาเป็นอันดับที่ 1 ทั้งแบบระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ
ตามมาด้วยพรรคก้าวไกลที่น่าจะได้เป็นอันดับที่ 2 และพรรครวมไทยสร้างชาติ นั่นคือขั้วฝ่ายค้านเดิมประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย ก้าวไกล เสรีรวมไทย ประชาชาติ น่าจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ประมาณ 270-300 เสียง
ขณะที่พรรคฝั่งรัฐบาลเดิม ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และประชาธิปัตย์ จะได้จำนวน ส.ส. 200-230 เสียง
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 บทเฉพาะกาล (5 ปีแรกหลังมีรัฐสภาชุดแรก) มาตรา 272 กำหนดให้การเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อแคนดิเดตที่พรรคการเมืองเสนอให้กับ กกต. ต้องได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา (750 คน) ประกอบด้วย ส.ส. จำนวน 500 คน และ ส.ว. 250 คน นั่นคือต้องได้เสียงเกิน 376 เสียง
ทางฝ่ายจึงประเมิน Scenario ของการจัดตั้งรัฐบาลดังต่อไปนี้
1.ยืนตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร : พรรคการเมืองส่วนใหญ่ลงคะแนนเสียงยืนยันเจตนารมย์ตามพรรคอันดับที่ 1 หรือฝ่ายเสียงข้างมากตามสภาผู้แทนราษฎรตั้งนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลเกิน 376 เสียง หรือ ส.ว. ทั้งหมดยืนยันโหวตตามเสียงของสภาผู้แทนราษฎร
ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากพรรคใดก็ตามจนเกิน 376 เสียง ทำให้สามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้ โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการเมืองหรือขัดต่อฉันทามติของประชาชนจากการเลือกตั้ง มอง SET ตอบรับเชิงบวกแรงและไต่ขึ้นไปแตะ 1,700 จุด
2.รวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับวุฒิสภาบางส่วน : พรรคการเมืองเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วมเกินกึ่งหนึ่งหรือ 250 เสียงของสภาผู้แทนราษฎร แล้วได้เสียงไม่ถึง 376 เสียง แต่ ส.ว.จำนวนหนึ่งโหวตสนับสนุนการตั้งรัฐบาลตามเสียงข้างมาก เพื่อให้การเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
และเป็นไปตามเจตนารมย์ของการเลือกตั้งจากประชาชน มองมีความเป็นไปได้มากที่สุด (Base case) คาดส่งผลให้ SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 1,645-1,670 จุด
3.รัฐบาลผสมข้ามขั้ว : พรรคการเมืองในฝั่งรัฐบาลเดิม รวมเสียงกับพรรคการเมืองในฝั่งฝ่ายค้านเดิม จัดตั้งรัฐบาลเกิน 376 เสียง และหรือได้นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองที่ได้อันดับ 1
แม้จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ภายในจะขาดเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลและอาจได้รับการต่อต้านจากประชาชนที่ไม่ยอมรับพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามกับที่ตนเลือกมาเบื้องต้นเป็น Sentiment เชิงลบสั้น ๆ ต่อ SET ซึ่งมองการย่อตัวไม่มากไปบริเวณ 1,540 จุด
4.ล้มกระดานตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย : พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างน้อยที่รวมกันได้มากกว่า 126 เสียง แต่ไม่ถึง 250 เสียง จับมือร่วมกับ ส.ว. 250 เสียง ตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจากเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร
รวมถึงการดึงคะแนนเสียงจากพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามมาร่วมรัฐบาล คาดการเมืองจะเข้าสู่ภาวะวิกฤต และมีการออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลจากประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองเสียงข้างมาก
ซึ่งคาดว่ารัฐบาลใหม่จะไม่สามารถอยู่ได้ เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินต้องใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ และเสี่ยงถูกลงมติโค่นล้มในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทุกเมื่อ ทำให้ยากต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
หรืออีกนัยหนึ่งอาจต้องยุบสภาทันที ทำให้กลับเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่จนกว่าจะครบบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญคาดจะเป็นแรงกดดันในทางลงต่อ SET โดยมอง Downside บริเวณ 1,480-1,500 จุด

ทั้งนี้ท่ามกลางความคาดหวังต่อแรงซื้อหุ้นไทยรับการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้ ทางฝ่ายฯ พบความน่าสนใจของสถิติผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งย้อนหลังไป 8 ครั้ง SET Index ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +1.94% นับจากช่วงก่อนเลือกตั้ง 1 เดือน หลังจากนั้นภาพของ Election effects ยังคงต่อเนื่องไปอีก 1 เดือน หลังวันเลือกตั้ง โดย SET Index ยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +1.34%
เปิดสถิติหุ้นช่วงเลือกตั้ง
โดยเซ็กเตอร์หุ้นที่มีผลตอบแทนเป็นบวกและ Outperformed จาก SET Index ในช่วงก่อนเลือกตั้ง 1 เดือน ได้แก่ ICT (+5.14%), BANK (+3.74%), MEDIA (+3.28%), FIN (+2.74%), PROF (+2.48%), TRANS (+2.18%)
และเซ็กเตอร์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 1 เดือน และ 3 เดือน หลังการเลือกตั้ง ได้แก่ CONS, COMM, FOOD, STEEL, PERSON, ICT และ PROF ส่วนเซ็กเตอร์ที่มีผลตอบแทนเป็นบวกทั้ง 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงช่วง 1 เดือน และ 3 เดือน หลังการเลือกตั้ง ได้แก่ PROF, MEDIA, BANK และ ICT

จากสถิติผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย ทำให้ทางฝ่ายฯ มองความเป็นไปได้ที่จะเห็นการเลือกตั้งรอบนี้เป็นหนึ่งปัจจัยหนุนโมเมนตัมในทางขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องไปในเดือน พ.ค. บนสมมุติฐานตาม Base case scenario การจัดตั้งรัฐบาลที่จะตามมา
สอดคล้องกับมุมมองของหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งบนความหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ผ่านการกระตุ้นการการบริโภคจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยว ประกอบกับการขยายตัวภาพความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อภาคธุรกิจ รวมถึงภาพการลงทุนโครงการก่อสร้าง

