เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“สิงห์” ลงทุนสตาร์ตอัพนำร่องอินโด-สิงคโปร์

13 มี.ค. 2561 | 18:45น.

“สิงห์” แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ปั้นบริษัทลงทุนสตาร์ตอัพ เฟ้นธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม-โลจิสติกส์-เทคโนโลยีดาวรุ่ง “ซีรีส์เอ” เสริมแกร่งธุรกิจหลัก เติมรายได้/กำไรเข้าพอร์ต เผยลงทุนก้อนแรก 25 ล้านเหรียญ คว้า 2 กองทุนในอินโดฯ-สิงคโปร์ ก่อนเล็งเพิ่มงบฯหนุนคนไทยเพิ่ม

นายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหาร สิงห์ เวนเจอร์ส ระบุว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของคน การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวและหาโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่สิงห์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด หากมองถึงเทรนด์การลงทุนทั่วโลกขณะนี้จะพบว่า ธุรกิจสตาร์ตอัพถือเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่น่าสนใจ เพราะมีแนวคิดที่แปลกใหม่ สามารถตอบสนองการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จึงสามารถสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้น ๆ

ในปีที่ผ่านมา จึงได้ตั้งบริษัทใหม่ “สิงห์ เวนเจอร์ส” (Singha Ventures) ด้วยทุนจดทะเบียน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ฮ่องกง และได้เข้าไปลงทุนแล้ว 2 กองทุน ได้แก่ Kejora Ventures แพลตฟอร์มระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี ในอินโดนีเซีย และ Vertex Ventures ที่มีเครือข่ายด้านเทคโนโลยีทั่วโลก ในสิงคโปร์ โดยใช้เงินลงทุนก้อนแรกจำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปีนี้เตรียมจะลงทุนเพิ่มในกลุ่มสตาร์ตอัพซีรีส์เอ หรือกลุ่มที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจน มีตลาด และมีรายได้แล้ว ทั้งไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้อยู่ระหว่างพูดคุยกับ 500 ตุ๊กตุ๊กส์ ซึ่งเป็นกองทุนที่สนับสนุนสตาร์ตอัพในไทย และเตรียมเดินทางไปที่ซิลิคอนวัลเลย์ สหรัฐอเมริกา เพื่อหาสตาร์ตอัพที่น่าสนใจลงทุนเพิ่มเติมในเดือนหน้า

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการเข้าไปลงทุน จะเน้น 3 กลุ่มหลัก คือ สินค้าอุปโภคและบริโภค ทั้งอาหารเครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขภาพ, โลจิสติกส์และซัพพลายเชน ด้านขนส่งและจำหน่ายสินค้า และระบบหรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่ใช้ในการบริหารองค์กร เช่น ระบบจ่ายเงิน ระบบการให้สินเชื่อลูกค้า เป็นต้น รวมถึงยังเปิดกว้างสำหรับธุรกิจเฮลท์แคร์ พลังงานทดแทน ไอโอที ฯลฯ

นอกเหนือจากการเติมรายได้และกำไรเข้าบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัดแล้ว ยังมองถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากสตาร์ตอัพมาพัฒนาต่อยอด และเสริมศักยภาพขององค์กรให้แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมพร้อมและรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการดิสรัปต์ของเทคโนโลยี

นายภูริตเพิ่มเติมว่า ส่วนใหญ่แล้ว นักลงทุนจะมองผลตอบแทนในระยะยาว 3-5 ปี ในอัตราการเติบโตประมาณ 10 เท่า

อย่างไรก็ตาม ผลตอบรับในช่วง 6 เดือนที่เข้าไปลงทุน เฉลี่ยแล้วทั้ง 2 กองทุนเติบโตขึ้น 3 เท่า และจากนี้ไปต้องการเข้าไปสนับสนุนสตาร์ตอัพคนไทยมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าสตาร์ตอัพไทยยังไม่แข็งแรงมาก เนื่องจากผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่ยังอายุน้อย ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน จึงมีมุมมองในการทำธุรกิจที่ไม่กว้างพอ