“สมคิด” ชู Thai Party พลิกโฉมแพลตฟอร์มเศรษฐกิจประเทศ
ถึงแม้ “โรดแมปการเมือง” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังพร่ามัว ทว่า “โรดแมปเศรษฐกิจ” ภายใต้การกุมบังเหียนของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ยังคงก้มหน้าก้มตาออกแรงเต็มสูบในช่วงโค้งสุดท้าย
“สมคิด” กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Taking off to New Heights ในหัวข้อ “ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รับความท้าทายอย่างมั่นคง” วาดภาพปัจจัยบวกเศรษฐกิจ-อุบัติเหตุลบทางการเมือง ว่า
“เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา สมัยผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 6 ปีในยุคนั้น ภายใต้ระบบการเมืองค่อนข้างผันผวน การทำให้หลายสิ่งเกิดผลอย่างจริงจังไม่ใช่ของง่าย”
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อมั่นว่าการทำงานอย่างหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา-ไว้ใจในฝีมือรัฐมนตรี-ทีมเศรษฐกิจได้ทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากแดนอันตราย-พลิกกลับมาในแดนบวกและสามารถสร้างเศรษฐกิจ “มิติใหม่” จนสามารถหาจุด jump start เศรษฐกิจไทยให้ก้าวกระโดดสู่ “จุดสูงสุด” ภายในระยะเวลา 1 ปีที่เหลือของรัฐบาล-คสช.
“เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นของโฉมหน้าใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในทศวรรษใหม่ที่จะมาถึง การเติบโตและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของเราจะยังสามารถทะยานไต่ระดับขึ้นไปได้อีก และจะสามารถกระจายความมั่งคั่งใหม่นี้ไปทุกส่วนของสังคมได้ดีขึ้นกว่าในอดีต”
ตั้งแต่ “สมคิด” เข้ามารับไม้-สานต่อนโยบายเศรษฐกิจเป็นลำเรือให้กับรัฐบาลทหาร-คสช. เขาให้ความสำคัญกับเรื่อง “ความเชื่อมั่น” เป็นอย่างมาก เพราะเขาถือปรัชญา “การบริหารเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการบริหารความเชื่อมั่น”
ทว่าในช่วง “รอยต่อ” ระหว่างรัฐบาลทหารกับรัฐบาลเลือกตั้ง เขาจึงออกอาการวิตกกังวลว่า มิติ-โฉมใหม่เศรษฐกิจ ที่เขา-ทีมงานกำลังปลุกปั้นอาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน…
“ถ้ามีปรากฏการณ์นอกเหนือการคาดหมายมาทำให้สะดุด”
อย่างไรก็ตาม เขามั่นใจว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน-ประชาชน หรือนโยบายประชารัฐ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจไทยยืนขึ้นได้จนถึงบัดนี้ และนับจากนี้ที่เพิ่มเติม คือ พันธมิตร-นักลงทุนจากต่างประเทศ
“ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 2 ปี ภายใต้ความร่วมมือประชารัฐ หรือ Thai party ถ้าไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรค จีดีพี 4% ไม่ใช่ที่สุดของเรา เราสามารถไปได้อีก สิ่งที่ดี ๆ กำลังรออยู่ มั่นใจว่าเราทำได้แน่นอน”
“ทุกความคิดที่ริเริ่ม ทุกมาตรการที่ผลักดัน และทุกโครงการที่ขับเคลื่อน จุดประสงค์นั้นชัดเจนยิ่ง คือ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง ทันสมัย สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ให้สามารถสอดรับความเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งอนาคต และให้เปี่ยมด้วยศักยภาพและโดดเด่นที่สุดต่อการตัดสินใจของนักลงทุนจากนานาประเทศ ที่จะมาร่วมกับเราเพื่อสร้างอนาคตของไทยในห้วงเวลาที่สำคัญยิ่ง”
นอกจากการวางโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจทั้งทางบก-ทางราง-บนน้ำ-ในอากาศแล้ว อาทิ รถไฟความเร็วสูง สนามบินและท่าเรือ “สมคิด” วางหมุดหมายการ “สร้างสมดุล” ระหว่างเศรษฐกิจในเมืองกับชนบท เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค โดยมีภาคบริการเป็นหัวจักรนำ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว
“เศรษฐกิจไทย 60% เป็นภาคบริการ ซึ่งการท่องเที่ยวมีศักยภาพสูงสุด แต่ในอดีตนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ รัฐบาลจึงต้องการให้นักท่องเที่ยวไปเยือนเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย”
“สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เส้นทางคมนาคมต้องสะดวก เชื่อมโยงจากกรุงเทพฯไปเมืองใหญ่ จากเมืองใหญ่สู่เมืองรองที่มีแหล่งท่องเที่ยว”
“รัฐบาลจะอัดฉีดงบประมาณไปยังจังหวัดเหล่านั้น ไม่ใช่แจกเงิน เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน พัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อป้อนสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน”
เขาต้องการเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่นเข้มแข็ง-ชุมชนมีรายได้ โดยการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น ไม่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือเมืองใหญ่เท่านั้น หรืออพยพจากที่ราบไปสู่ในโรงงานในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น
ขณะเดียวกันบรรทัดสุดท้ายของเศรษฐกิจไทยในโลกศตวรรษที่ 21 แบบ “ทวีคูณ” คือ การเปลี่ยนแพลตฟอร์มเศรษฐกิจแบบแอนะล็อก การก้าวกระโดดสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
“เมืองจีนสามารถกระโดดได้สูง กระโดดได้เร็ว เพราะดิจิทัล ดิจิทัลเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมมนุษย์ การผลิต ศักยภาพการค้า คุณภาพชีวิตได้ดีขึ้น ทำให้คนจน คนรวย ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ต่อสู้กันในระดับโลกได้เท่าเทียมมากขึ้น”
“เราต้องการให้เปลี่ยนผ่านธุรกิจของเราไปสู่สมาร์ทเอสเอ็มอี เปลี่ยนระบบการสื่อสารเป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นที่กระจุกตัวของบริษัทใหญ่ 3-4 บริษัท เป็นสตาร์ตอัพเนชั่น ทั้งหมดทั้งมวลหลังการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบ”