ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยขยับไปอยู่ในช่วง 1.5-1.75% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้านี้ และเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 6 นับจากเดือนธันวาคม 2015 ขณะเดียวกันยังเป็นการประชุมครั้งแรกที่มี นายเจอโรม พาวเวลล์ เป็นประธาน หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ต่อจาก นางเจเน็ต เยลเลน
แถลงการณ์ของเฟดให้เหตุผลการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ว่า “แนวโน้มเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนมานี้” ซึ่งถูกนักลงทุนและนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นข้อความที่ไม่เคยมีมาก่อนในแถลงการณ์ของเฟดก่อนหน้านี้และเมื่อประกอบกับการที่เฟดปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ จึงถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยค่อนไปทาง “แอ็กเกรสซีฟ” ซึ่งหมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่จะขยับขึ้นเกิน3 ครั้ง แม้ว่าตามมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่เรียกว่า dot plot ในปีนี้ยังคงไว้ที่ 3 ครั้งเช่นเดิมก็ตาม
สำหรับการปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจของเฟด โดยปี 2018 ขยับจาก 2.5% เป็น 2.7% และปี 2019 ปรับจาก 2.1% เป็น 2.4% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่ตลาดให้ความสนใจมาก ชนิดไม่กะพริบตานั้นกลายเป็นว่า เฟดเปลี่ยนคาดการณ์เพียงเล็กน้อย โดยปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% ทั้งเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมสินค้าอาหารสดและพลังงาน) และเงินเฟ้อทั่วไป ส่วนปี 2019 ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานจาก 2% เป็น 2.1% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปยังคงอยู่ที่ 2%
การคาดหวังเงินเฟ้อที่ค่อนข้างอ่อนของเฟดค่อนข้างน่าสังเกตเป็นพิเศษสำหรับนักลงทุน เพราะเป็นการคาดหวังที่ต่ำ สวนทางกับทิศทางอัตราการว่างงานที่ลดต่ำลง โดยเฟดประเมินว่า อัตราว่างงานปี 2018 จะอยู่ที่ 3.8% (ลดลงจากคาดการณ์เมื่อเดือนธันวาคมที่ 3.9%) จากระดับปัจจุบัน4.1% ส่วนปี 2019 คาดว่า 3.6% จากเดิม 3.9%ในประเด็นนโยบายการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จัดเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม 25% และ 10% ตามลำดับ และยังเตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าอีกหลายรายการ ครอบคลุมทั้งสินค้าโทรคมนาคม เทคโนโลยี ฯลฯจนเกรงว่าจะเกิดสงครามการค้านั้น
นายเจอโรม พาวเวลล์ เปิดเผยว่า สมาชิกเฟดจำนวนมากมีความกังวลเรื่องนี้มากขึ้น และหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาสะท้อนในที่ประชุม
“สมาชิกเฟดหลายคนรายงานต่อที่ประชุมว่า ได้พูดคุยกับผู้นำธุรกิจทั่วประเทศเกี่ยวกับนโยบายการค้า ซึ่งสร้างความกังวลมากขึ้นว่าจะสร้างความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต เพราะเกรงว่าจะเกิดการตอบโต้ทางการค้าอย่างกว้างขวาง” ประธานเฟดระบุและว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง แต่ในอนาคตการคาดการณ์จะขึ้นกับว่าสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางใด
อย่างไรก็ตาม การที่เฟดหยิบยกเรื่องนโยบายการค้าของทรัมป์ขึ้นมาพูดในครั้งนี้ นับว่าผิดจากความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์บางรายที่ประเมินว่า เฟดอาจไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้เลยเพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจ
การที่เฟดแสดงความกังวลต่อนโยบายการค้าของทรัมป์ ทำให้ดัชนีดอลลาร์ที่ตลาดนิวยอร์กในวันเดียวกันนี้ลดลง 0.8% ถือเป็นการลดลงในวันเดียวมากที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าเดือนเมษายน กระโดดขึ้น 1.6% ไปอยู่ที่ 1,333 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในระยะยาวนั้น เฟดส่งสัญญาณว่า ทิศทางดอกเบี้ยจะชันขึ้นกว่าเดิม โดยค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยสิ้นปี 2019 ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.9% ซึ่งหมายความว่าปีหน้าจะปรับขึ้น 3 ครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะขึ้น 2 ครั้ง ส่วนปี 2020 ปรับขึ้นจาก 3.1% เป็น 3.4%
“ไท่ หุย” หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดเอเชีย-แปซิฟิก ของ เจ.พี. มอร์แกน แอสเสท แมเนจเมนต์ กล่าวว่า มติของเฟดในครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาด จึงไม่สั่นคลอนบรรยากาศของตลาดมากนัก สะท้อนให้เห็นว่า เฟดพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการบอกให้ทราบล่วงหน้าว่าในระยะยาวมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก แต่ขณะเดียวกันก็พยายามไม่สร้างความช็อกให้กับตลาด