GPSC บุกตลาดพลังงานสะอาดอินเดียจับมือพันธมิตรกลุ่มอวาด้า ชิงตลาดไฟสีเขียว 500 GW มุ่งสู่ Top 3 อาเซียน
วันที่ 9 สิงหาคม 2566 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ผนึกกำลังบริษัท อวาด้า เวนเจอร์ ไพรเวท จำกัด (Avaada Venture Private Limited) หรือ AVPL ร่วมลงทุนในบริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) หรือ AEPL ในการขยายโอกาสศึกษาและพัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาดแบบครบวงจร ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานไฮโดรเจน ตลอดจนโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ตั้งแต่ผลึกซิลิคอนไปจนถึงแผงโซลาร์
โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจอินเดียที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ตามที่นาย Shri Narendra Modi นายกรัฐมนตรีของอินเดียได้ประกาศเป้าหมายในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) เมื่อปี 2564 ว่า
อินเดียมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานสะอาดสูงถึง 500 จิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2573 ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 280 GW พร้อมตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 50% เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2613

GPSC ลุยอินเดีย ถอยเวียดนาม
นางรสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 8-12 สิงหาคม 2566 ได้นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนเดินทางเพื่อศึกษาศักยภาพการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาด และนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดของประเทศอินเดีย
โดยเหตุผลที่ว่าทำไมต้องอินเดียนั้น นางรสยากล่าวว่า จากคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศอินเดียในปี 2566 พบว่า จีดีพีจะมีอัตราการเติบโตที่ 6.1% และในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตถึง 6.8% ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจอินเดีย มีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปีงบประมาณ 2569 และเพิ่มเป็น 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2573
นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังได้มีนโยบายสนับสนุนด้านธุรกิจ อาทิ Foreign Direct Investment (FDI) ที่ให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนได้โดยตรง หรือ Production Linked Incentive (PLI) ที่ยิ่งผลิตมากยิ่งได้ต้นทุนกลับคืนมาก รวมถึงรัฐบาลอินเดียก็มีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งจะช่วยพัฒนาในเรื่องพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการกักเก็บ (energy storage)
ประกอบกับปัจจัยทางประชากร เพราะอินเดียมีจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของโลกเบียดแซงจีน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกจนถึงปี 2603 ขณะที่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อประชากรอยู่ที่ประมาณ 1.2 เมกะวัตต์ชั่วโมง เมื่อเทียบกับปริมาณเฉลี่ยของประชากรโลกที่ 3.4 เมกะวัตต์ชั่วโมง

แสดงให้เห็นว่า อุปสงค์และอุปทานของอินเดียยังมีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต ทำให้ตลาดอินเดียมีส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ GPSC ในการก้าวสู่ผู้นำตลาดพลังงานหมุนเวียนของไทย
“การลงทุนครั้งนี้ใช้ระยะตัดสินใจเพียง 5 เดือนเท่านั้น เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสจากปัจจัยด้านประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนของรัฐบาลอินเดีย ตลอดจนพันธมิตรคนสำคัญอย่างนาย Vineet Mittal ประธานอวาด้ากรุ๊ป ที่ทำให้ตัดสินใจเลือกอินเดียเป็นบ้านหลังที่สองของ GPSC ขณะที่เวียดนาม แม้เราจะมีความพยายามลงทุนในเวียดนามตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี แต่ก็ไม่สัมฤทธิผล”
“เนื่องจากปัญหาด้านกฎหมายที่ไม่ชัดเจน โปร่งใส ประกอบกับขาดพันธมิตรที่ดี รวมถึงคู่แข่งในตลาดค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจออกจากเวียดนาม ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาตามหาบ้านหลังใหม่” นางรสยากล่าว
พลังงานสะอาด 5 GW ต่อปี
นางรสยากล่าวว่า GPSC ถือหุ้นในสัดส่วน 42.93% ของ AEPL หรือคิดเป็นเงินลงทุนที่มูลค่า 779 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ปี 2564 ซึ่ง AEPL เป็นบริษัทในอวาด้ากรุ๊ป (Avaada Group) ที่มีส่วนแบ่งตลาดพลังงานในอินเดียราว 10-15% หรือคิดเป็นกำลังผลิตที่ 7 จิกะวัตต์ตีคู่กับบริษัทของภาครัฐ
โดยในปี 2569 คาดว่าจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 11 จิกะวัตต์ ทำให้ GPSC จะได้สัดส่วนการผลิตไฟอยู่ประมาณ 3 จิกะวัตต์ สอดรับกับยุทธศาสตร์ของกลุ่มบริษัท ปตท. ที่ตั้งเป้าสร้างการเติบโตทางธุรกิจด้วยพลังงานสะอาดในปี 2569 ที่ 7 จิกะวัตต์ พร้อมขยับเป้าหมายในปี 2573 มาที่ 15 จิกะวัตต์
ทั้งนี้ การเข้าร่วมทุนกับ AEPL มีส่วนสำคัญต่อการขยายสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของ GPSC ให้ได้ตามเป้าหมายมากกว่า 50% ในปี 2573

โดยปัจจุบัน GPSC มีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 3,629 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 45% ของกำลังการผลิตรวม ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานเพื่อความยั่งยืน
พร้อมคาดว่าในอนาคตหากยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในอินเดียที่ 10-15% นี้ต่อไปได้ ประกอบกับเป้าหมายของรัฐบาลอินเดียที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาดที่ 50 จิกะวัตต์ต่อปี จนบรรลุเป้าหมาย 500 จิกะวัตต์ได้ในปี 2573 จะทำให้ GPSC สามารถมีพลังงานสะอาดอย่างน้อย 5 จิกะวัตต์ต่อปี
แผนสู่แบตเตอรี่และไฮโดรเจน
นางรสยากล่าวเสริมว่า นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ยังตั้งเป้าที่จะขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจใน AEPL ให้ครอบคลุมธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) ภายในปีหน้า
รวมถึงในอนาคตมีแผนที่จะลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวในอินเดีย เพราะตอบโจทย์ในเรื่องต้นทุนการผลิตของไฮโดรเจน
“ต้นทุนส่วนใหญ่ของพลังงานไฮโดรเจนเกือบ 60% มาจากค่าไฟ ทำให้การลงทุนในไทยอาจจะไม่คุ้มค่าเพราะค่าไฟที่ 4.45 บาทต่อหน่วย ขณะที่ค่าไฟของอินเดียอยู่ที่ 1.50 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ซึ่งถูกกว่าไทยเกือบ 3 เท่า”

อันดับ 3 ของอาเซียน
นางรสยากล่าวว่า ณ ปัจจุบัน GPSC มีกำลังการผลิตพลังงานสะอาดอยู่ที่ 5 จิกะวัตต์ เมื่อรวมกับการลงทุนใน AEPL ที่ได้ประมาณ 2-3 จิกะวัตต์แล้วจะพบว่า ปัจจุบันนี้ GPSC ถือว่าเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“แต่อย่าลืมว่าการที่เรามีแพสชั่นอยากเป็นอันดับ 3 ทุกคนก็มีเป้าหมาย และการเพิ่มจิกะวัตต์เช่นเดียวกัน ดังนั้นเราก็หยุดไม่ได้ในการที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และหวังว่าในอนาคตจะรักษาตำแหน่งอันดับ 3 นี้ไว้ได้”
โดยการวางแผนเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตมากกว่า 50% ในพลังงานหมุนเวียนมีขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2603

สองบริษัท หนึ่งเป้าหมาย
นาย Vineet Mittal ประธานอวาด้ากรุ๊ป กล่าวว่า ความร่วมมือทางธุรกิจกับ GPSC นับเป็นความสำเร็จร่วมกันในการพัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาดที่สอดรับกับนโยบายของทั้ง 2 ประเทศ ในการมุ่งสู่การพัฒนาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และเกิดความยั่งยืน

“นับเป็นความท้าทายสำหรับผู้พัฒนาพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ซึ่งเรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความพยายามบุกเบิกธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นธุรกิจที่รัฐบาลอินเดียประกาศให้เป็น ‘ภาคธุรกิจที่ควรผลักดัน (thrust sectors)’ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายที่มีร่วมกัน”
ด้านนาย Kishor Nair ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AEPL กล่าวว่า ในปี 2566 นี้ กลุ่มอวาด้าสามารถชนะการประมูลโครงการเสนอราคาการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ จากโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการผลิต PLI เพื่อผลิตแผ่นเวเฟอร์ โซลาร์เซลล์ และโมดูล

นอกจากนี้ยังชนะการประมูลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 2.5 GW ซึ่งทำให้ปัจจุบัน AEPL มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้นมากกว่า 7 GW
รวมทั้งบริษัท Brookfield ก็ได้เข้ามาร่วมลงทุนมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในกลุ่มอวาด้า เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไฮโดรเจนและแอมโมเนียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า AEPL ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง