ขณะนี้ผู้ที่สนใจระดมทุน หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี และ ICO (initial coin offering) รวมถึงผู้ลงทุนรายย่อยต่างจดจ่อ รอดูว่าสุดท้ายแล้ว หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของภาครัฐจะออกมาอย่างไร
เพราะหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบหลักการร่างพระราชกำหนด 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.ก.การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (การจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัล) ไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน จนถึงปัจจุบัน สิ่งที่นักลงทุนทราบก็เพียงการส่งสัญญาณจากรัฐว่า จะ “ควบคุม” การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้กำกับ
ขณะเดียวกันก็มีแนวทางจัดเก็บภาษีที่เปิดเผยออกมา ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ยังคง “ปิดลับ” อยู่
ล่าสุดในงานเปิดตัวเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นสำหรับบริหารจัดการลงทุนและซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี “JIBEX : จิ๊บเอ็กซ์ เกตเวย์สู่การลงทุนดิจิทัลที่คุณมั่นใจ” เมื่อ 26 มี.ค. ก็มีเสียงสะท้อนจากคนในแวดวง โดย “ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์” ประธานกรรมการบริหาร “จิ๊บเอ็กซ์” แสดงความเห็นว่า เกณฑ์ที่ภาครัฐจะออกมา น่าจะเป็นการสนับสนุนการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี ในไทย เพื่อจะได้ดึงดูดนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาซื้อขาย (เทรด) ระดมทุนออก ICO ในไทย เพราะหากรัฐปิดกั้นก็อาจทำให้เงินลงทุนไหลออกไปต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ต้องรอดูความชัดเจนของหลักเกณฑ์ที่จะออกมาก่อน
สำหรับ จิ๊บเอ็กซ์ “ดร.ธรรม์ธีร์” บอกว่า จะทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มตัวกลาง” เพื่อให้บริษัทที่สนใจออก ICO บนแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งได้วางแผนงานไว้ 4 ระยะ คือ เฟสแรก จะเปิดให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ ในเดือน เม.ย. นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้าประมาณ 10,000 ราย แต่ละรายมียอดเงินในการซื้อขายเฉลี่ย 50,000 บาท/บัญชี
จากนั้นเฟส 2 ในเดือน มิ.ย. จะเปิดให้ลูกค้าเทรดคริปโทเคอร์เรนซี่ได้ ส่วนเฟส 3 ในไตรมาส 4 ปีนี้จะมีเครื่องมือช่วยเหลือลูกค้าในการลงทุน และเฟส 4 จะให้บริการบริหารจัดการความมั่งคั่ง
“ระยะเวลาแต่ละเฟสยังขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ผู้กำกับจะออกมา ซึ่งทางบริษัทพร้อมจะปรับตัวให้สอดคล้องไปด้วยกัน”
ขณะที่ “สมิทธ์ พนมยงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ บอกว่า มีแนวคิดจะออก “บิตคอยน์ ฟิวเจอร์” ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ต่างประเทศ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นการศึกษา เตรียมเอกสารต่าง ๆ และรอดูเกณฑ์ของผู้กำกับที่จะออกมา
ซึ่ง บิตคอยน์ ฟิวเจอร์ จะเป็นการเข้าไปลงทุนในตราสารอนุพันธ์บิตคอยน์ที่มีการซื้อขายในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ลงทุนในบิตคอยน์โดยตรง โดยลักษณะจะคล้ายกับตราสารอนุพันธ์น้ำมันที่ ก.ล.ต.อนุญาตให้ลงทุนได้นั่นเอง
“ตอนนี้คริปโทเคอร์เรนซีตามกฎหมายของไทย ยังไม่ใช่หลักทรัพย์ เรายังลงทุนไม่ได้ แต่เราก็เตรียมตัวล่วงหน้าไว้ ถ้าวันหนึ่ง กฎเปลี่ยน ตลาดเปลี่ยน เราก็พร้อมที่จะออกโปรดักต์”
ด้าน “ดร.รอม หิรัญพฤกษ์” กรรมการคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ขณะนี้คริปโทเคอร์เรนซีเกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว แต่ปัญหาของไทย คือไม่กล้ารับความเสี่ยง ต้องรอคนอื่นรับความเสี่ยงไปก่อน และเมื่อถึงวันหนึ่งที่ความเสี่ยงหมดไป ก็แปลว่า คนอื่นพัฒนากันไปหมดแล้ว
“สิ่งที่เราต้องเร่งทำ คือ คนต้องมีความรู้และความเข้าให้มากขึ้น เพราะเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของคริปโทเคอร์เรนซี่อย่างบล็อกเชน จะนำมาปรับใช้กับธุรกิจได้อีกหลายอย่าง เช่น ใช้ในการออกพันธบัตร หรือสัญญาอัจฉริยะ (smart con-tract) เป็นต้น ซึ่งสามารถต่อยอดพัฒนาประเทศได้อีกหลายอย่าง”
“ปริญญา หอมอเนก” ประธานและผู้ก่อตั้ง ACIS ProfessionalCenter ย้ำว่า บางครั้งความเสี่ยงไม่ได้เกิดที่ตัวเทคโนโลยี แต่ขึ้นอยู่กับคนใช้ จึงต้องสร้าง “digital literacy” หรือทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อไม่ป้องกันการหลอกลวงและฉ้อโกง
ขณะที่ในงานเปิดตัว “SIX Network” เครือข่าย Bloockchain ระดับโลก เมื่อ 27 มี.ค. “ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์” Co-CEO SIX Network บอกว่า กำลังรอดูเกณฑ์ของ ก.ล.ต.ที่จะออกมากำกับ ICO โดยบริษัทมีแผนเปิดระดมทุนด้วย ICO มูลค่า 43 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1,400 ล้านบาท ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อนำเงินมาสร้างคริปโทเคอร์เรนซี ชื่อว่า “SIX” และทำแพลตฟอร์ม ให้ผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์ อาทิ คนวาดการ์ตูน เขียนเพลง สามารถส่งผลงานเข้าระบบ และแลกเปลี่ยนกันเองได้ เพื่อลดการทำงานของตัวกลางที่ทำให้รายได้ลดลงออกไป
ด้าน “กรณ์ จาติกวณิช” ประธานสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย เห็นว่า เกณฑ์กำกับดูแลคริปโทเคอเรนซีควรจะยืดหยุ่นเพื่อให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้และคุ้มครองทุกภาคส่วนด้วย
ไม่ว่าเกณฑ์ของรัฐจะออกมาเข้มข้นหรือไม่ ภาคเอกชนก็พร้อมกระโดดเข้าไปลุยกันเต็มที่แล้ว