ดอลลาร์แข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังยอดค้าปลีกสูงเกินคาด
เงินดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์แข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ยอดค้าปลีกสหรัฐสูงเกินคาด โดยได้แรงหนุนจากยอดขายออนไลน์ในวัน Amazon Prime Day ขณะที่นักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 90% เชื่อเฟดคงดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือนกันยายนนี้
วันที่ 16 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/8) ที่ระดับ 34.41/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (15/8) ที่ระดับ 35.37/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังสหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีกพุ่งขึ้นมากกว่าคาด โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเดือน ก.ค.พุ่งขึ้น 3.17% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.50% และเมื่อเทียบรายเดือน ยอดค้าปลีกปรับตัวขึ้น 0.7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% โดยได้แรงหนุนจากยอดขายออนไลน์ในวัน Amazon Prime Day
ทั้งนี้ แม้ว่านักลงทุนยังคงให้น้ำหนักเกือบ 90% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมเดือน ก.ย.หลังสหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีก แต่นักลงทุนคาดว่าเฟดอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเช่นนี้ต่อไปอีกเป็นเวลานานขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ฟิทช์ เรทติ้งส์ ขู่ว่าจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารสหรัฐหลายแห่ง รวมถึงเจพีมอร์แกน เซส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ พร้อมกับเตือนว่าหากฟิทช์ทำการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของภาคธนาคารสหรัฐอีกครั้งหนึ่ง สู่ระดับ A+ สิ่งนี้จะส่งผลให้ฟิทช์ต้องทำการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารมากกว่า 70 แห่งในสหรัฐ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารหลายแห่ง
ทั้งนี้ นักลงทุนจับตารายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ประจำวันที่ 25-26 ก.ค.ในวันนี้ และดอลลาร์สหรัฐยังได้แรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอเกินคาด ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม
อีกทั้งวานนี้ธนาคารกลางจีนสร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของจีนลง 0.15% สู่ระดับ 2.50% เพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่ามีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มถดถอย หนุนการถือครองดอลลาร์ในระยะนี้เพิ่มเติม
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นอกเหนือจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทยังได้รับแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีนหลายตัว โดยค่าเงินบาทไปแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 6 สัปดาห์ที่ 35.47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเช้า
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าในระหว่างวัน หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติไม่ให้เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีโหวตซ้ำอีกในสมัยประชุมเดียวกัน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ร้องเรียนไม่ใช่บุคคล ดังนั้น จึงไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเรียนดังกล่าว เมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว คำขอยื่นย่อมมีอันตกไป
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยรายงานการประชุม กนง.เมื่อวันที่ 2 ส.ค. โดยระบุว่า กนง.ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยได้เข้าใกล้ระดับที่เหมาะสมกับสเถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และ กนง.ก็เห็นตรงกันว่า การดำเนินนโยบายการเงินควรให้น้ำหนักเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.25-35.39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.37/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/8) ที่ระดับ 1.0908/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (15/8) ที่ระดับ 1.0942/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0897-1.0935 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0928/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/8) ที่ระดับ 145.58/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (15/8) ที่ระดับ 145.52/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตลาดกำลังจับตาดูว่า บีโอเจจะเข้ามาแทรกแซงตลาดเพื่อหนุนค่าเงินเยนหรือไม่
ขณะที่นายซุนอิจิ ซูซุกิ รมว.คลังญี่ปุ่นกล่าวว่า ไม่ได้มีการกำหนดระดับค่าเงินที่แน่นอนเมื่อจะทำการแทรกแซงในตลาด โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.29-145.70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 145.55/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ รายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) (16/8), ดัชนีอุตสาหกรรมสหรัฐเดือน ก.ค. (16/8), ตัวเลขจำนวนผู้ขอสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (17/8) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซน (18/8)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.20/-10.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.20/6.73 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ