Skip to content

ค่าเงินบาทอ่อนค่า รับข้อมูลเศรษฐกิจจีนน่าผิดหวัง

15 ส.ค. 2566 | 18:14น.
ค่าเงินบาทอ่อนค่า รับข้อมูลเศรษฐกิจจีนน่าผิดหวัง

ค่าเงินบาทอ่อนค่า รับข้อมูลเศรษฐกิจจีนน่าผิดหวัง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่บริษัท คันทรี การ์เด้น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีนผิดนัดชำระดอกเบี้ยพันธบัตร บ่งบอกถึงปัญหาภาคอสังหาฯของจีนที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัว

วันที่ 15 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/8) ที่ระดับ 34.25/26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 35.05/07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าต่อเนื่องของดอลลาร์สหรัฐ

โดยเมื่อคืนวันศุกร์ กระทรวงแรงงานสหรัฐมีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนกรกฎาคม โดยดัชนี PPI ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในขณะที่ดัชนี PPI พื้นฐาน ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวขึ้น 0.3% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% โดยตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไปในวันที่ 19-20 กันยายน 2566

อีกปัจจัยที่กดดันค่าเงินบาทคือเรื่องของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่บริษัท คันทรี การ์เด้น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีนผิดนัดชำระดอกเบี้ยพันธบัตรในสัปดาห์ก่อน โดยการผิดนัดชำระดังกล่าวบ่งบอกถึงปัญหาภาคอสังหาฯของจีนที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัว

นอกจากนี้ระหว่างวันสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนกรกฎาคมปรับตัวขึ้นเพียง 3.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่มีการขยายตัว 4.4% โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะปรับตัวขึ้นที่ระดับ 4.4% ขณะที่ยอดค้าปลีกปรับตัวขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนมิถุนายนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.1% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่า จะมีการปรับตัวสูงขึ้น 4.5% แม้ว่าจะเป็นฤดูการท่องเที่ยวช่วงหน้าร้อนของจีน

ในส่วนของอัตราว่างงานประจำเดือนกรกฎาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 5.3% จากระดับ 5.2% ในเดือนก่อนหน้า ส่วนการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลง 8.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยข้อมูลทางเศรษฐกิจจีนดังกล่าวรวมทั้งตัวเลขที่มีการเปิดเผยในสัปดาก่อนหน้า ได้แก่ ยอดการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่มีความอ่อนแออาจจะผลักดันให้ทางการจีนเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ล่าสุดในวันนี้ (15/8) ธนาคารกลางจีนได้มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของจีน ลงจากระดับ 0.15% สู่ระดับ 2.50% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าทางธนาคารกลางน่าจะคงอัตราหุดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ที่ระดับ 2.65% โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางจีนสะท้อนให้เห็นว่า จีนมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มถดถอย

ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.25-35.39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.37/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/8) ที่ระดับ 1.0905/06 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 1.0976/79 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการแข็งค่าของดอลลาร์ โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0901-1.0944 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0942/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/8) ที่ระดับ 145.45/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 144.61/62 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของดอลลาร์ โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.33-145.86 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 145.52/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ยอดค้าปลีกสหรัฐเดือน ก.ค. (15/8), ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐ (Bmpire State Manufacturing Index) เดือน ส.ค. (15/8), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอังกฤษ (15/8), ดัชนีอุตสาหกรรมสหรัฐเดือน ก.ค. (16/8), ตัวเลขจำนวนผู้ขอสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐ (17/8) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซน (18/8)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.60/-10.40 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.10/-4.55 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ