เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งค่า หลังเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

17 ส.ค. 2566 | 17:43น.
ดอลลาร์แข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์

ดอลลาร์แข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์

ดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งค่า เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ภายหลังเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งตัวเลขดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ตัวเลขการสร้างบ้านที่เพิ่มขึ้น ส่วนเงินบาทยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ตามการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาค

วันที่ 17 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/8) ที่ระดับ 35.55/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (16/8) ที่ระดับ 35.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ภายหลังรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ ในวันที่ 25-27 ก.ค. ที่ได้มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 5.25-5.50% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 11

โดยจากรายงานแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการบางส่วนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะถึงแม้ว่าเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2% ซึ่งมีโอกาสที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป แต่คณะกรรมการบางส่วนก็ยังคงมีความกังวลว่าการขึ้นดอเบี้ยที่มากเกินไปนั้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญกับความเสี่ยงทั้งด้านการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ทางกรรมการเฟดเห็นว่าการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นจะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้ในทุกพุธ (16/8) ทางสหรัฐได้มีการเปิดเผยว่าตัวเลขดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือน ก.ค. หลังจากที่ลดลง 0.6% ในเดือน มิ.ย. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3%

ทางด้านกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 3.9% สู่ระดับ 1.452 ล้านยูนิตในเดือน ก.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.448 ล้านยูนิต จากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนั้น ถือเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ทั้งนี้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากความกังวลทางด้านเศรษฐกิจของจีนที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงิบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ตามการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาค จากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับวิกฤตการผิดนัดชำระหนี้ของคันทรี่การ์เด้น ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณไว้ ทั้งตัวดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมยอดค้าปลีก รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของจีนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้บาทอ่อนค่า

ทั้งนี้ตลาดยังคงจับตามองการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจไทย โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.44-35.59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/8) ที่ระดับ 1.0866/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (16/8) ที่ระดับ 1.0927 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐที่นักลงทุนยังคงเข้าซื้อเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

นอกจากนี้ทางยูโรโซนได้มีการเปิดเผย GDP ในไตรมาสที่ 2 ว่าอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบรายปี โดยเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และเท่ากับไตรมาสที่ 2 ในปีก่อนหน้าระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0864-1.0887 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0864/65 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/8) ที่ระดับ 146.40/41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (16/8) ที่ระดับ 145.57/58 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ตลาดยังคงจับตาดูว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะมีการเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อหนุนค่าเงินเยนหรือไม่

ในขณะที่ รมว.คลังญี่ปุ่นกล่าวว่า ยังไม่ได้มีการกำหนดระดับค่าเงินที่แน่นอนในการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.10-146.44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.24/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ตัวเลขจำนวนผู้ขอสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (17/8) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซน (18/8)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.5/-10.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.5/-6.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ