ยุททธการเด็ดปีก-ปิดปาก “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์-มาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่นสะท้านไปทั้ง 5 องค์กรอิสระ
ในวงเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “มาตรา 44 เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร” ม.44 ถูกเปรียบเป็นระบอบ “ศาสตราธิปไตย” หรืออำนาจอธิปไตยที่มาจากกำลังอาวุธ
“หากการใช้มาตรา 44 ยังดำรงอยู่ ถือเป็นการล่มสลายของระบบตรวจสอบในประเทศไทย องค์กรอิสระทั้งหลายจะทำงานภายใต้ทิศทางของผู้มีอำนาจรัฐ” นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ระบุ
“มีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการใช้อำนาจแบบนี้เพื่อแทรกแซงเรื่องอื่น ๆ ในอนาคตอีก เพราะมีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว และมีความเป็นไปได้ว่า จะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง เพราะถ้าใช้ ม.44 ปลด กกต.ได้ ก็ไม่มีอะไรที่ ม.44 ทำไม่ได้”
ภายหลังการยึดอำนาจ 22 พ.ค. 57 “พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะเจ้าของอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ออกอิทธิฤทธิ์ทั้งพระเดช-พระคุณ กับ 5 องค์กรอิสระ เพื่อให้อยู่ในคอนโทรล
เริ่มตั้งแต่การ “ต่ออายุ” ให้กับนายปานเทพ กล้านรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่อายุครบ 70 ปี ในวันที่ 22 พ.ค. 57 ออกไปอีกจนถึงวันที่ 21 ก.ย. 58
ขณะที่กรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่มีนายปานเทพเป็นประธาน อีก 5 ราย ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 21 ก.ย. 58 ก็ได้รับการต่ออายุจนกว่าจะมีกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 28/2558
สำหรับ ป.ป.ช.ชุดที่มี “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” เป็นประธาน การได้ไปต่อของ 7 กรรมการ ป.ป.ช.ก็ถูกมองว่าได้รับ “ไฟเขียว” จากผู้ถืออำนาจสูงสุดในรัฐบาล-คสช. ผ่านร่าง พ.ร.ป.ป.ป.ช.
ขณะที่เรื่องที่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์-คสช. ถูกร้องเรียน-ฟ้องร้อง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมการ ป.ป.ช. อาทิ คดี “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” อดีต ผบ.ตร.-น้องชาย พล.อ.ประวิตร ร่ำรวยผิดปกติ โดยร่วมกันเป็นเจ้าของคอกม้า “รุ่งโรจน์ รุ่งพัชร” มูลค่าร้อยล้านบาท
โดยเฉพาะกรณีแหวนเพชร-นาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี-รมว.กลาโหม ที่จะเป็น “จุดสลบ” ว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์-คสช. “โปร่งใส” เหมือนอย่างที่ประกาศไว้เป็น “วาระแห่งชาติ” หรือไม่
ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. กรณีถือหุ้นเกินร้อยละ 5 เรื่องก็ถูก “ปิดเงียบ”
สำหรับผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้รับอานิสงส์จากการ “ไม่เซตซีโร่” ตามร่าง พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีเรื่องร้องเรียน พล.อ.ประยุทธ์-องคาพยพ อาทิ
กรณี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.แต่งตั้งบุตรสาวของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการประจำตัวนายมีชัย โดยได้รับเงินค่าตอบแทนจากภาษีของประชาชน
กรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อนุมัติจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จำนวน 849 เครื่อง วงเงิน 573 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าปกติ
ขณะที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกคำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 23/2560 ต่ออายุให้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง.ที่จะพ้นจากตำแหน่งอายุครบ 65 ปี ในวันที่ 10 เม.ย. 60 จนกว่าจะมีผู้ว่าการ สตง.คนใหม่
ในช่วง “พิศิษฐ์” ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รัฐบาล-คสช.ถูกร้องเรียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลเป็นจำนวนมาก ทั้งการอนุมัติซื้อเรือดำน้ำของ พล.อ.ประวิตร รมว.กลาโหม อย่างลับ ๆ
การก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ ของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร สมัยเป็น รมช.กลาโหม กรณีทริปของ พล.อ.ประวิตร เช่าเหมาลำ-ขนคณะ 38 ชีวิต เดินทางไปประชุม รมว.กลาโหม อาเซียน ที่ฮาวาย 20 ล้านบาท
ทว่าสุดท้ายผลการตรวจสอบออกมาตรงกันข้ามทุกคดีความ
ส่วนกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ไม่มีบทบาทอะไรต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในปัจจุบันที่อำนาจรัฐบาลทหาร-คสช.ครองเมือง
5 องค์กรอิสระคงเล่นบทเพลย์เซฟ-ระวังขัดใจผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์