กรมชลฯเตือนร้อยเอ็ด-ยโสธรและ 5อำเภอท้ายเขื่อน จ.กาฬสินธุ์เตรียมรับมือน้ำจากเขื่อนลำปาว
กรมชลฯแจ้งเตือนร้อยเอ็ด-ยโสธรและ 5 อำเภอท้ายเขื่อน จ.กาฬสินธุ์ เตรียมรับมือระบายน้ำเขื่อนลำปาว/แจงกรณีเขื่อนห้วยทรายขมิ้นไม่แตก แค่น้ำในเขื่อนเกินศักยภาพ ยังไม่ถึงระดับสันเขื่อน-ก.เกษตรฯเร่งช่วยเหลือ 31 จังหวัด เกษตรกรกว่า 3 แสนราย
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ฐานะโฆษกกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยแจ้งเตือนประชาชนต่อสถานการณ์การระบายน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ จากเดิมที่จะมีการระบายน้ำวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตต่อวัน ปรับเป็นสูงสุดไม่เกิน 35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรักษาสภาพเขื่อน และเตรียมรองรับปริมาณฝนตกชุกในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ซึ่งขณะนี้ระดับการเก็บกักน้ำในเขื่อนสูงถึงร้อยละ 84 ของความจุอ่าง โดยมีปริมาณกักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ 1,657 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยคาดว่าจะมี 5 อำเภอ จ.กาฬสินธุ์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำคือ อ.ยางตลาด กมลาไสย ฆ้องชัย เมืองกาฬสินธุ์ และร่องคำ
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ผลกระทบจากพายุ “เซินกา” SONCA ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนลำปาวเพิ่มสูงขึ้น ที่ประชุมคณะกรรมการ JMC เขื่อนลำปาว ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานฯ ได้มีมติให้เพิ่มการระบายน้ำจากปัจจุบันวันละ 15 เป็นวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.2560 และจะมีการประชุมเพื่อหารือการเพิ่มหรือลดปริมาณการระบายน้ำทุกวัน การระบายน้ำในครั้งนี้ จะส่งผลให้พื้นที่ด้านท้ายเขื่อนลำปาว อาจจะมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 5 อำเภอ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ
อย่างไรก็ดี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจและชี้แจงประชาชน ให้ได้รับทราบถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นและได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด และยโสธร เพื่อแจ้งสถานการณ์และให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ต่อไป
นายพรชัย แสงอังศุมาลี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา ด้านวางแผนและโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรณีเขื่อนห้วยทรายขมิ้น เป็นเรื่องของภาวะเขื่อนแตกและน้ำไหลล้น โดยในภาวะเขื่อนแตกนั้น หมายถึงว่า น้ำในเขื่อนรับน้ำมีสภาวะผิดปกติ คือระดับน้ำยังไม่ถึงระดับสันเขื่อน หากมีระดับน้ำปกติและเขื่อนเกิดมีการรั่วหรือเคลื่อนตัวจนเกิดเขื่อนวิบัติ จึงจะเรียกว่าเขื่อนแตก แต่ในกรณีของเขื่อนห้วยทรายขมิ้น เนื่องจากเขื่อนเกิดภาวะที่มีการรับน้ำฝนเข้ามาที่ไม่ปกติ คือมีอัตราการไหลเข้าของน้ำในอ่าง มากกว่าอัตราการระบายน้ำออกได้จากเขื่อน ทำให้มีน้ำส่วนเกินซึ่งจะมีการยกระดับขึ้น ประกอบกับเขื่อนห้วยทรายขมิ้น ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาในจังหวัดสกลนคร มีปริมาณฝนตกประมาณ 400 มิลลิเมตร ดังนั้น อัตราการไหลน้ำเข้าเขื่อนจึงมากกว่าอัตราการไหลออกน้ำ จึงทำให้ระดับน้ำยกตัวขึ้นเรื่อยๆ ถึงระดับที่เป็นสันเขื่อน ซึ่งขณะนั้นสันเขื่อนห้วยขมิ้นยังปกติอยู่ คือยังไม่มีน้ำไหลล้น
“เมื่อระดับน้ำเกินระดับสันเขื่อนขึ้นไปแล้ว และมีปริมาณน้ำไหลล้นข้ามสันเขื่อนเป็นบางจุด ซึ่งจะเกิดการเกาะเซาะเอาเนื้อตัวเขื่อนออกไป เนื่องจากเขื่อนห้วยทรายขมิ้นเป็นเขื่อนดินบดอัดแน่น ไม่ใช่เขื่อนคอนกรีต เมื่อเกิดสภาวะที่มีน้ำไหลล้นข้าม จึงมีการกัดเซาะตัวเขื่อนไม่เฉพาะเพียงผิวหน้าเขื่อนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงน้ำกัดเซาะท้ายเขื่อนด้วยและเว้าเข้ามา จนในที่สุดมีการทรุดตัว เนื้อเขื่อนก็ถูกกระแสน้ำพัดพาไป ซึ่งอันนี้เป็นลักษณะห้วยทรายขมิ้น และขอยืนยันว่าตอนระดับน้ำยกถึงสันเขื่อน เขื่อนก็ยังมีภาวะปกติ ดังนั้นการไหลล้นข้ามของน้ำในตัวเขื่อนห้วยทรายขมิ้น เป็นเหตุสุดวิสัย และเป็นในภาวะของอุทกภัยที่เกิดขึ้น”
นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นเกี่ยวกับผลกระทบด้านการเกษตรรวม 31 จังหวัด เกษตรกร 364,066 รายแบ่งเป็น ด้านพืช 30 จังหวัด เกษตรกร 333,404 ราย พื้นที่ประสบภัย 3.02 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 2.83 ล้านไร่ พืชไร่ 0.18 ล้านไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 0.01 ล้านไร่ ด้านประมง 7 จังหวัดเกษตรกร 5,805 รายพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประสบภัย5,931 ไร่ (บ่อปลา) ด้านปศุสัตว์ 7 จังหวัดเกษตรกร 24,857 รายสัตว์ได้รับผลกระทบ 445,038 ตัว แบ่งเป็น โค-กระบือ 48,514 ตัว สุกร 11,669 ตัว แพะ-แกะ 887 ตัว สัตว์ปีก 383,968 ตัว แปลงหญ้า 135 ไร่
การให้ความช่วยเหลือระยะเร่งด่วน จะเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมเขตชุมชนและพื้นที่การเกษตร โดย ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 43 เครื่อง ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพะเยา สกลนคร ร้อยเอ็ดขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 30 เครื่อง ในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม เร่งซ่อมแซมคันดิน ทำนบดิน พนังกั้นน้ำ ที่เสียหาย ส่วนบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรด้านปศุสัตว์ และสนับสนุนพืชอาหารสัตว์ 74,600 กิโลกรัม แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 154 ชุด รวมทั้งดูแลสุขภาพสัตว์ 197 ตัว ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี อุบลราชธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม อพยพสัตว์และดูแลสุขภาพสัตว์ โดยจัดทีมสัตวแพทย์ จำนวน 100 นาย กระจายในพื้นที่ประสบ อุทกภัย รวมทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการขอรับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย