งวดเข้ามาทุกทีกับการสรรหา 7 กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของ “สนช.” สภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ย้อนอดีต 6 ปีกับการทำหน้าที่ของบอร์ดชุดเก่า สะท้อนภาพอย่างไรบ้าง The101.World ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเวทีเสวนาเรื่องนี้โดยเฉพาะ
“ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์” ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ต้องมุ่งไปที่ “การส่งเสริมเทคโนโลยี” และ “คุ้มครองผู้บริโภค” แต่ที่ผ่านมาการทำงานของ กสทช.ใน 2 ด้านหลักยังมีปัญหา ทั้งการเปิดประมูลคลื่นความถี่โดยไม่เอื้อให้รายใหม่เข้ามา รวมถึงการควบคุมเรื่องเสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม ซึ่งล้วนมีผลต่อการส่งเสริมเทคโนโลยี ขณะที่การคุ้มครองผู้บริโภคถือว่าอ่อนแอ ไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าใด ทั้งที่มีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะคุณภาพและมาตรฐานของบริการ จึงควรปรับปรุงให้ดีก่อนที่จะไป 5G
บอร์ดใหม่ต้องรับฟังและแก้ไข
อย่างกรณีทีวีดิจิทัล ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะผู้ประกอบการไม่คาดคิดว่าการดิสรัปชั่นของเทคโนโลยีจะมาเร็วส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วมาก และคาดเดาสภาพตลาดได้ยากขึ้นจึงไม่สามารถมองตลาดไปไกลถึง 15 ปีได้แบบเดิม
“การประมูลที่ผ่านมา มีข้อเสียต้องปรับปรุง คือ อย่าออกแบบให้มีการแบ่งเค้ก คือจำกัดว่าแต่ละเจ้าจะสามารถซื้อได้เท่านี้และการป้องกันการปั่นประมูล การแข่งขันที่ดีไม่ควรเจาะจงเฉพาะเรื่องราคาขั้นต่ำ แต่ควรมุ่งเรื่องราคาที่แท้จริง และควรออกแบบให้ยืดหยุ่นขึ้น เช่นคิดว่าถ้าทำกิจการต่อไม่ไหวจะทำอย่างไร จะลดความเสี่ยงให้ผู้เข้าประมูลได้อย่างไร”
ฉะนั้นสิ่งที่บอร์ด กสทช.ชุดใหม่ควรทำ ที่สำคัญคือ การกำกับดูแลให้โปร่งใส เปิดให้มีส่วนร่วม รับฟังความเห็นจากหลาย ๆ ด้าน ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค ก่อนจะยกร่างกฎกติกาต่าง ๆ ไม่ใช่แค่รับฟังแต่ไม่นำมาแก้ไข
ต้องกล้าตั้งราคาคลื่นให้ถูกลง
ขณะที่ กสทช. “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” บอร์ดชุดปัจจุบัน ระบุว่า วัฒนธรรมองค์กรของ กสทช.ยังมีความเป็นข้าราชการสูงจึงไม่ได้เป็นองค์กรอิสระที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้คำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก รวมถึงยังมีการติดตามเทคโนโลยีน้อย ซึ่งควรมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานทั้งส่วนของสำนักงานและบอร์ด โดยแทนที่จะเน้นที่การออกกฎกติกา แต่มุ่งไปที่การสนับสนุนและมองอนาคตของอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาครัฐกับอุตสาหกรรม แล้ววางทิศทางการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เปิดให้มีการทดลองเทคโนโลยีใหม่ และหาแนวทางกำกับที่เหมาะสมเหมือนกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีโครงการ regulatory sandbox ที่สำคัญคือต้องเป็นองค์กรอิสระที่ตรวจสอบได้
“ในอนาคตสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ 5G คือ การตัดเน็ตเวิร์กออกแล้วขายให้กับบริษัทเอกชน หรือขายให้ธนาคาร ต้องคิดว่าจะเกิดการได้เปรียบและเสียเปรียบอย่างไรของคนที่มีทุนมากและของคนที่มีทุนน้อย หรือจะทำให้เกิดการซื้อโครงข่ายไป เพื่อกีดกันคนอื่นได้มากน้อยเพียงไร ต้องมองในเชิงของการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น หากบริษัทที่มีทุนสูงตั้งราคาที่แพงในการซื้อคลื่น และในอนาคตไม่สามารถมีใครซื้อคลื่นได้อีกเลย การใช้ราคาเก่ามากำหนดคือการกีดกันรายใหม่ไม่ให้เข้าในตลาดอีกเลย ดังนั้น การกีดกันและการกักตุนคลื่นจะเกิดง่ายมาก การเอาคลื่นไปใช้ประโยชน์จะเกิดน้อยลง ประเทศไทยต้องกล้าที่จะเอาคลื่นมาเปิดประมูลให้กับรายใหม่ในราคาที่ต่ำลง เพื่อที่จะให้รายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ ถ้าไม่กล้าทำในสิ่งนี้ประเทศไทยคงพัฒนาในส่วนนี้ไปไม่ได้”
หนุน sandbox
ด้าน “ชลากรณ์ ปัญญาโฉม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เปิดเผยว่า สื่อทุกวันนี้ก้าวไปไกลมาก มีการแยกย่อยตามความสามารถในการเข้าถึงของผู้บริโภค การจะเข้าใจภาพรวมจึงไม่ง่าย อย่างบริษัทเองมีการเดินสายไปต่างจังหวัดเพื่อเข้าหาผู้ใช้งาน เพื่อให้รู้ว่าเข้าถึงการรับชมได้ผ่านเทคโนโลยีใดบ้าง พึงพอใจหรือไม่ ซึ่งต้องถามว่า หน่วยงานกำกับดูแลเคยทำแบบนี้หรือไม่ ขณะเดียวกันการมีพื้นที่ทดลองสำหรับ regulatory sandbox มองว่าเป็นสิ่งที่ดีจะได้เรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนว่าจะพัฒนาอะไรต่อไปได้บ้าง
“สื่อที่มุ่งรายได้จากคอนเทนต์ในประเทศที่ต้องจ่ายเงินเพื่อดู ราคาก็ถูกลงเรื่อย ๆ จึงเห็นว่าสุดทางแล้ว ในส่วนของประเทศไทยที่ดูฟรีมาตั้งแต่แรก พอให้ต้องจ่ายเงิน คนก็จะไม่นิยม ขณะที่แพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ขยายตัวไปเรื่อย ๆ แปลว่าคนทำช่องเดิมอาจต้องขยับตัวไปทำคอนเทนต์เธียเตอร์ หารายได้ในหลาย ๆ รูปแบบแทน เช่น ในเกาหลีใต้ มีรายได้ดีมากจากการขายคอนเทนต์ลง Netflix แต่ในประเทศไทยอาจจะยุ่งยากในด้านภาษา”