เปิดประวัติ “องค์ช้างคู” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลัง รัฐมนตรี-ข้าราชการต้องสักการะ
องค์ช้างคู่ กระทรวงการคลัง
เปิดประวัติความเป็นมาของ “องค์ช้างคู่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่กระทรวงการคลัง ที่รัฐมนตรีและข้าราชการต้องสักการะ ซึ่งมีประวัติที่เกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อ-มูเตลู
เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้ากระทรวงการคลังเป็นครั้งแรกในวันนี้ (14 กันยายน 2566) ซึ่งภารกิจแรกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่พร้อมสองรัฐมนตรีช่วยเมื่อเข้ากระทรวงการคลัง คือ การเข้าสักการะ “องค์ช้างคู่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลังตามธรรมเนียมที่ “คนคลัง” ยึดถือปฏิบัติกันมานาน
น่าสนใจว่า “องค์ช้างคู่” มีที่มาจากไหน กลายมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลังได้อย่างไร
“ประชาชาติธุรกิจ” ขอถือโอกาสนี้ชวนไปทำความรู้จัก “องค์ช้างคู่” ช้างไม้สีดำตัวใหญ่สองตัวซึ่งตั้งอยู่บริเวณห้องโถงวายุภักษ์ กระทรวงการคลัง
ข้อมูลจากสื่อภายในของกระทรวงการคลังอธิบายไว้ว่า ที่มาของช้างคู่ที่นำมาตั้งประจำกระทรวงการคลังเริ่มมาจากการที่กระทรวงการคลังร่วมกับกรมตำรวจจัดตั้งโรงแรมเอราวัณขึ้นมารับแขกเมือง เมื่อ พ.ศ. 2496 ซึ่งระหว่างก่อสร้างพบปัญหาอุปสรรคบางประการ จึงได้เชิญ “ท่านหลวงสุวิชาญแพทย์” มาดูว่าทำอย่างไรจึงจะให้การก่อสร้างโรงแรมของรัฐบาลแห่งนี้ราบรื่น
“ท่านหลวงสุวิชาญแพทย์” บอกว่าเป็นเพราะชื่อ “โรงแรมเอราวัณ” เนื่องจากเอราวัณเป็นช้างของพระพรหม จึงต้องทำพิธีบวงสรวงทุกปี จึงมีการตั้งศาลท้าวมหาพรหมขึ้น ซึ่งหลังจากตั้งศาลแล้วก็มีผู้มีจิตศรัทธาไปกราบไหว้จำนวนมาก
จนประมาณกลางปี 2530 ด้วยแรงแห่งศรัทธาของชาวสิงคโปร์ซึ่งเลื่อมใสท่านท้าวมหาพรหม จึงนำ “ช้าง” มาถวายสักการะ โดยเป็นช้างขนาดใหญ่มาก
ต่อมาในปีเดียวกัน มีการปรับปรุงโรงแรมเอราวัณ ต้องมีการก่อสร้างใหม่ ซึ่งสถานที่ก่อสร้างนั้นจำกัด จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออก ซึ่งในเวลาดังกล่าวเห็นว่ากระทรวงการคลังเหมาะสม จึงได้เคลื่อนย้ายช้างมาที่กระทรวงการคลัง ในวันที่ 25 มีนาคม 2531
ต่อมาในปี 2533 ได้เคลื่อนย้ายไปยังวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร และวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ตามลำดับ
จนกระทั่งเมื่อปี 2539 กระทรวงการคลังได้ขอช้างคืนจากท่านเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ซึ่งหลวงพ่อก็มีจิตเมตตาให้กลับมา โดยได้นำช้างมาพักอยู่ที่ศาลท่านท้าวมหาพรหม 2-3 วัน แล้วได้ขนย้ายมายังกระทรวงการคลังในต้นปี 2540

ต่อมา ในปี 2557 สมัยนายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งช้างไปบูรณะซ่อมแซมที่กรมศิลปากร ซึ่งใช้เวลาบูรณะซ่อมแซมนานกว่า 5 ปี แล้วได้กลับมาที่กระทรวงการคลังอีกครั้ง เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2563
สำหรับช้างคู่ที่นำกลับมา ในส่วนช้างตัวผู้ เป็นตัวเดิมทำมาจากไม้ก้ามปูที่นำไปบูรณะใหม่ ส่วนช้างตั๋วเมีย เป็นการแกะสลักใหม่ด้วยไม้สักทองขึ้นองค์ใหม่ทั้งหมด มีขนาดและรูปร่างเท่าเดิม
เมื่อวันที่ 15 เดือนกันยายน 2563 หลังจากที่นำองค์ช้างกลับมากระทรวง ประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลังในขณะนั้นได้กล่าวถึงองค์ช้างคู่ว่า ช้างคู่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บุญกระทรวงการคลังมานาน ซึ่งข้าราชการกระทรวงการคลังเชื่อว่าการมีช้างคู่จะทำให้มีพลังในการทำงาน เห็นช้างแล้วก็มีกำลังใจ มีความแข็งแกร่ง พร้อมรับมือ สู้กับสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยดูแลเงินคงคลังให้แข็งแกร่ง เพราะหน้าที่ของกระทรวงการคลังไม่ใช่แค่ดูแลเรื่องการจัดเก็บรายได้ แต่ยังมีหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศด้วย