เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ครม.เห็นชอบลดค่าธรรมเนียม-จดทะเบียนสิทธิที่อยู่อาศัย เหลือ 0.01% อีก 1 ปี

30 มิ.ย. 2569 | 15:47น.
บ้าน-คอนโด

บ้าน-คอนโด

ครม.เห็นชอบลดค่าธรรมเนียม-จดทะเบียนสิทธิที่อยู่อาศัย เหลือ 0.01% อีก 1 ปี บรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย พยุงภาคอสังหาริมทรัพย์

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2569 เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และส่งเสริมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์

มาตรการนี้เป็นการลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จาก 1% เหลือ 0.01% เฉพาะที่จดทะเบียนโอนในคราวเดียวกัน สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ อาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และบ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว หรือห้องชุด

โดยมีราคาซื้อขาย และราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อสัญญา สำหรับผู้ซื้อซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยมีผลตั้งแต่วันที่กฎหมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2570

นายวินิจกล่าวว่า การลดค่าธรรมเนียมซึ่งครอบคลุมทั้งกรณีบ้านมือ 1 และมือ 2 จะช่วยสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง นอกจากนี้ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6.9% ของจีดีพี และมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต (Supply Chain) ทั้งความเชื่อมโยงไปข้างหน้า (Forward Linkage) ไปยังภาคการผลิตอื่น ๆ

เช่น สาขาการค้า สถานที่เก็บสินค้า บริการทางการเงิน เป็นต้น และมีผลต่อความเชื่อมโยงไปข้างหลัง (Backward Linkage) เช่น สาขาการผลิตเหล็ก การผลิตซีเมนต์ การผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีต เป็นต้น ดังนั้น มาตรการนี้จึงจะช่วยสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ โดยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าราว 540,810 ล้านบาทต่อปี เพิ่มการลงทุนได้ประมาณ 305,814.81 ล้านบาท และส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นถึง 1.06% ต่อปี