สัมภาษณ์
ตลอดระยะเวลา 2 ปี “ปรีดี ดาวฉาย” ที่รับบทบาท “ประธานสมาคมธนาคารไทย” ถือว่าต้องรับบทหนักพอสมควร เนื่องจากมีโครงการภาครัฐเข้ามาให้ทางสมาคมช่วยตัดสินใจ ประสาน และร่วมผลักดัน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในการให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งในโอกาสที่ต้องสวมหมวกใบเดิมต่อเป็นวาระที่สอง “ปรีดี” ได้จัดเวทีพูดคุยหัวข้อ “เหลียวหลัง…แลหน้า เศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย” เพื่อเล่าถึงแนวโน้มการทำงานในระยะต่อไปให้บรรดาสื่อมวลชนได้รับฟัง เมื่อค่ำวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา
Q : พูดถึงภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ผ่านมา
จะเห็นได้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยถือว่าเติบโตอย่างมีเสถียรภาพขึ้น โดยปี 2560 GDP โตอยู่ที่ 3.9% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังคงบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางทางการเงินที่ดี แต่แม้เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นแต่ก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้เกิดหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ลามจน NPL (หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ในระบบแบงก์ปรับขึ้นมาที่ 3.08% ในปี 2560 จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 2.99% ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ที่ปรับตัวลดลง ติดลบไป 7.2% ในปี 2560
Q : แนวโน้มเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปี 2561
มองภาพเศรษฐกิจดีขึ้น โดยประมาณการยังอยู่ในกรอบ 3.5-4.5% โดยเศรษฐกิจมีทิศทางฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ตามแรงขับเคลื่อนจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ และการผ่านกฎหมาย EEC (พระราชบัญญัติเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) ที่มีความชัดเจน จะยิ่งหนุนให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน การบริโภค ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยหนุนเศรษฐกิจให้เติบโตชัดเจนขึ้น สำหรับระบบธนาคารพาณิชย์ คาดว่าสินเชื่อรวมปีนี้จะเติบโต 4.8% จากปีก่อนโต 4.6% เพราะจะได้รับอานิสงส์จากการเร่งตัวของการลงทุนของภาคธุรกิจ ส่วนเอ็นพีแอลก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ก็น่าจะปรับตัวลดลงได้ โดยคาดว่าปีนี้อยู่ที่ 77.0-78.0% จากปีก่อนอยู่ที่ 78.3%
Q : ผลงานของสมาคมช่วง 2 ปีเป็นอย่างไร
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ภายใต้โครงการ National-e Payment ที่ทำให้เกิดบริการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ บริการชำระสินค้าและบริการ หรือ “bill payment” ข้ามธนาคาร ผ่านระบบพร้อมเพย์ หรือการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาค่าเงินบาทร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ทำให้มีมาตรการเพิ่มขีดความสามารถและส่งเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และโครงการอื่น ๆ อีก นับเป็นจักรกลหลักที่ทำให้เกิดการเริ่มและต่อยอดโครงการใหม่ ๆ อีกมากมาย
Q : มีอะไรที่สมาคมต้องผลักดันต่อ
จะเห็นการต่อยอดใหม่ ๆ คือเข้าไปสนับสนุนด้านดิจิทัลผ่านบริการทางการเงินทุกรูปแบบ การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น รวมไปถึงการต่อยอดจากโครงการพร้อมเพย์ไปสู่การให้บริการทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ เช่น request to pay หรือบริการเรียกเก็บเงิน ที่จะเริ่มเห็นแบงก์ทยอยเปิดให้บริการต่อไปหลังจากนี้ และการสนับสนุนให้เกิดโครงการดิจิทัลไอดี (Digital ID) เพื่อใช้ในการพิสูจน์ยืนยันตัวตน หรือ EKYC ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมทำให้เกิดขึ้น เพื่อพัฒนาและยกระดับการให้บริการที่ดีขึ้น แม่นยำขึ้น ปลอดภัยขึ้น
Q : จะมีการต่อยอดธุรกรรมพร้อมเพย์ข้ามประเทศหรือไม่
ปัจจุบันสมาคมกำลังอยู่ระหว่างหารือกับประเทศสิงคโปร์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกันผ่านระบบพร้อมเพย์ และนำไปสู่การโอนเงินระหว่างกันผ่านระบบพร้อมเพย์ได้ ซึ่งทางบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ (ITMX) กำลังทำระบบอยู่ โดยน่าจะเห็นการเชื่อมต่อกับสิงคโปร์ได้เป็นประเทศแรก แต่ยังบอกระยะเวลาไม่ได้ ว่าจะเปิดใช้ได้เมื่อไหร่
Q : ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาหรือปรับปรุงอย่างไร
จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ที่ระบบพร้อมเพย์ล่ม ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสมาคมธนาคารไทย ทำให้สมาคมต้องให้ความสำคัญเรื่องการดูแลระบบมากขึ้น และต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ถือเป็นภารกิจด้านหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ
ที่ต้องดูแลระบบการโอนเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านพร้อมเพย์ ไม่ให้สะดุด เมื่อมีคนใช้บริการจำนวนมาก และการใช้บริการทางการเงินมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยปัจจุบันเรามีการพูดคุยและให้ ITMX เข้ามาดูแลและพัฒนาระบบของธนาคารพาณิชย์ตลอด เพื่อให้การใช้งาน การเชื่อมต่อมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
Q : มองไปข้างหน้า อะไรคือโจทย์ที่ท้าทายของธนาคารพาณิชย์
ระยะข้างหน้ายังมีโจทย์อีกมากมายที่เป็นสิ่งที่ท้าทายสำคัญ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัว ทั้งเรื่องค่าธรรมเนียมที่จะหายไป เทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ก็ล้วนมีผลต่อรูปแบบการให้บริการลูกค้าทั้งสิ้น รวมถึงมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ก็กระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ทั้งค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองฯที่อาจเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่แบงก์พาณิชย์ต้องมีการบริหารจัดการให้ดี และเตรียมแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ทัน