นับเป็นความพยายามอย่างยิ่งของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการประสานความร่วมมือกับกระทรวงต่างประเทศ, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงกลาโหมในการนำแรงงานไทยหนีตายจากภัยสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์กลับประเทศอย่างปลอดภัย ทั้ง ๆ ที่แรงงานไทยทั้งหมดมีกว่า 30,000 คน แต่มาขอขึ้นทะเบียนกลับประเทศเพียง 6,000 กว่าคนเท่านั้นเอง
ส่วนที่เหลือคาดการณ์ว่าน่าจะทยอยขึ้นทะเบียนกลับประเทศมากขึ้น เพราะล่าสุดสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่กระนั้น ก็มีคำถามตามมามากมายว่าแรงงานไทยที่เสียชีวิต 21 ศพ จะนำกลับประเทศอย่างไร ? แรงงานไทยที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกันอีก 11 คนจะช่วยเหลืออย่างไร ? และแรงงานไทยที่ต้องการอยู่ต่อเพื่อทำงานกับนายจ้างเก่า หรือนายจ้างใหม่ทำได้หรือไม่ ? รวมถึงแรงงานไทยเมื่อกลับภูมิลำเนาแล้ว รัฐบาลจะเยียวยาและให้ความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ?
คำถามที่ต้องการคำตอบตรงนี้เริ่มคลี่คลายมากขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าหารือกับ “ออร์นา ซากิฟ” เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย
“เรื่องแรกคนงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอล ผมขอร้องผ่านเอกอัครราชทูตไปว่า ขอให้นำกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุด ซึ่งทางอิสราเอลก็ขอความเห็นเช่นกัน เนื่องจากมีขั้นตอนหลายอย่าง แต่รับปากว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตเป็นพันศพ จำเป็นต้องมีการชันสูตร และพิสูจน์ทราบ โดยจะได้เงินค่าตอบแทน รวมทั้งบุตรธิดาด้วยที่จะได้รับค่าตอบแทนตลอดชีวิต ดังนั้น ต้องทำให้ถูกต้องก่อนนำศพกลับมาประเทศไทย”
“ส่วนเรื่องตัวประกันขอให้ดูแล และขอร้องให้เร่งเจรจาเพื่อนำตัวออกมาให้ได้ และตัวประกันไม่ได้มีชาติไทยเพียงชาติเดียว ตัวประกันทุกชาติไม่ได้มีส่วนของข้อพิพาทตรงนี้ ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์
ไม่ว่าจะดูตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับใดก็ตาม คนเหล่านี้ต้องถูกปล่อยออกมาโดยเร็วที่สุด และต้องให้ความสำคัญที่สุด รัฐบาลไทยพยายามใช้ทุกเส้นทาง ทั้งเรื่องความมั่นคงที่ไม่สามารถเปิดเผยได้แต่ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลทำอย่างเต็มที่”
นอกจากนั้น “เศรษฐา” ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการนำคนไทยพักไว้ในประเทศที่ 3 ว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังคุยอยู่ น่าจะมีประเทศอียิปต์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ถ้าหากเข้าไม่ได้ จะพักคอยไว้ แล้วหากมีสายการบินสามารถบินเข้าออกได้ ก็ให้รับมาเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว
ส่วนเรื่องแรงงานบางส่วนต้องการอยู่ทำงานต่อ ด้วยการทำงานกับนายจ้างเก่าหรือนายจ้างใหม่ “ไพโรจน์ โชติกเสถียร” ปลัดกระทรวงแรงงานตอบชัดเจนว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัว “แรงงาน” เอง เพราะหากอยู่กับนายจ้างรายเดิมก็จะไม่มีรายได้ เนื่องจากนายจ้างรายเดิมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบ ดังนั้น นายจ้างจึงส่งต่อไปยังนายจ้างรายใหม่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปลี่ยนนายจ้างรายใหม่
“แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้ความยินยอมของลูกจ้าง และเป็นสิทธิของแรงงานที่จะไม่ทำก็ได้ ตอนนี้ผมสั่งให้ทูตแรงงานแจ้งนายจ้างขอให้ลูกจ้างได้พักฟื้นสภาพจิตใจ 7 วัน ก่อนเริ่มงานใหม่ ที่สำคัญ ทางการอิสราเอลอนุญาตให้นายจ้างที่ได้รับผลกระทบสามารถส่งต่อลูกจ้างไปยังนายจ้างรายใหม่ได้ในช่วงเกิดภาวะความไม่สงบในประเทศอิสราเอล จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ โดยจุดที่นายจ้างส่งต่อไปคือจุดที่ปลอดภัยที่สุด”
สำหรับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแรงงานไทยหลังจากกลับภูมิลำเนา “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในประเทศอิสราเอลบริเวณเมือง Netivot (เนติวอต), Sderot (สเดรอต), Ashkelo (แอชเคโล) ประมาณ 29,900 คน และพื้นที่ใกล้เคียงอีกประมาณ 5,000 คน ล่าสุดมีการจัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานและติดตามสถานการณ์สู้รบในอิสราเอล” เพื่อรับข้อมูลและประสานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะเรื่องเงินช่วยเหลือแรงงานผ่านกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ จะมีหลายกรณีด้วยกัน
กรณีประสบปัญหาจากภัยสงคราม และจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาจ้าง ได้คนละ 15,000 บาท, กรณีทุพพลภาพได้คนละ 30,000 บาท, กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศได้คนละ 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพตามจริงไม่เกินศพละ 40,000 บาท
สำหรับแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนยังได้รับสวัสดิการตามกฎหมายของประเทศอิสราเอล ดังนี้
กรณีบาดเจ็บหรือพิการตามการรับรองของแพทย์ (ประกันการทำงาน+นายจ้างจ่าย) แบ่งเป็นบาดเจ็บ 10-19% ได้รับเงินก้อนเดียว ประมาณ 1,440,000 บาท บาดเจ็บเกิน 20% ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าจะเสียชีวิต โดยประเมินจากความสูญเสีย
กรณีเสียชีวิต ภรรยาและบุตรได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่ และเมื่อบุตรอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ (ภรรยารับเงิน 34,560 บาทต่อเดือน ส่วนบุตรรับเงิน 5,760-11,520 บาทต่อเดือน)