Skip to content

คลังเปิดฟัง กม.คุมพิโก-ลีสซิ่ง โทษหนัก “ปรับ-จำคุก” สรุปข้อเสนอ 30 เม.ย.

19 เม.ย. 2561 | 09:10น.
คลังเปิดฟัง กม.คุมพิโก-ลีสซิ่ง โทษหนัก “ปรับ-จำคุก” สรุปข้อเสนอ 30 เม.ย.

คลังเดินหน้าชงกฎหมายคุมผู้ให้บริการทางการเงิน เปิดฟังความคิดเห็น-ข้อเสนอแนะถึงสิ้น เม.ย. เผยร่างกม.แบ่ง 3 หมวด 75 มาตรา เขียนบทเฉพาะกาลให้เวลา 120 วัน หลังบังคับใช้ ระบุ “พิโกไฟแนนซ์” ยื่นขอไลเซนส์ ส่วน “ลีสซิ่ง-เช่าซื้อ-แฟกตอริ่ง” ต้องจดทะเบียน พร้อมกำหนดบทลงโทษเข้มทั้งโทษทางปกครอง-อาญา

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน พ.ศ. …. ที่ได้ยกร่างเสร็จแล้ว

สำหรับการเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ดำเนินการระหว่างวันที่ 9 เม.ย.-30 เม.ย.นี้ หลังจากนั้นจะรวบรวมสรุปความคิดเห็นเสนอตามลำดับขั้นต่อไป

“กฎหมายนี้จะครอบคลุมทั้งกิจการที่มีลักษณะการให้สินเชื่อ อย่างพิโกไฟแนนซ์ ที่ปัจจุบันดำเนินการอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว.58) แต่คราวนี้จะมีกฎหมายแม่ออกมาคุม รวมถึงกิจการที่มีลักษณะคล้ายสินเชื่อ อย่างลีสซิ่ง แฟกตอริ่ง แต่ยังไม่รวมพวกสหกรณ์เข้ามา” นายพรชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงิน ได้แก่ 1.สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ หรือสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์, สินเชื่อที่มีการรับสมุดคู่มือจดทะเบียนรถเป็นประกันการชำระหนี้ หรือสินเชื่อทะเบียนรถ และบริการทางการเงินที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ได้แก่ การให้เช่าซื้อ, การให้เช่าซื้อแบบลีสซิ่ง และแฟกตอริ่ง ส่วนผู้ประกอบกิจการอื่น ๆ อาจเพิ่มได้ในภายหลัง โดยกำหนดในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)

อย่างไรก็ตาม บริการทางการเงินดังกล่าวยังไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากภาครัฐ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลให้มีมาตรฐาน และคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการทางการเงิน จึงให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่เป็นหน่วยงานของรัฐแต่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจขึ้น

พร้อมทั้งกำหนดให้มีเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินเป็นผู้บริหาร ซึ่งเมื่อพ้นตำแหน่งจะต้องไม่ไปดำรงตำแหน่งใดของผู้ให้บริการทางการเงินในเวลา 2 ปี (คล้ายกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย)

ส่วนร่างกฎหมาย จะแบ่งเป็น 3 หมวด 75 มาตราด้วยกัน โดยแยกผู้ให้บริการทางการเงินออกเป็น 1.ผู้ให้บริการทางการเงินประเภทให้สินเชื่อ ที่ต้องมีใบอนุญาตจาก รมว.คลัง จึงจะสามารถประกอบธุรกิจได้ และอาจถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยเป็นอำนาจของ รมว.คลัง ตามคำแนะนำของคณะกรรมการ หากมีการกระทำผิดตามที่กฎหมายระบุไว้ กับ 2.ผู้ให้บริการทางการเงินประเภทที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ที่กำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เริ่มประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการทางการเงินทั้ง 2 ประเภทจะต้องดำเนินธุรกิจตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด อาทิ มาตรฐานการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (market conduct), การเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้บริการทางการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลของผู้ให้บริการทางการเงิน

สำหรับบทกำหนดโทษมีทั้งโทษทางปกครอง สำหรับลงโทษผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน กับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด อาทิ การดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามคณะกรรมการประกาศ จะมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 3 แสนบาท เป็นต้น และโทษอาญา สำหรับผู้ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต กับผู้ขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ อาทิ กรณีประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายกำหนดให้มีบทเฉพาะกาล กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงิน ทั้งพิโกไฟแนนซ์, ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อ, ลีสซิ่ง และแฟกตอริ่งอยู่แล้ว หากจะประกอบธุรกิจต่อไป ต้องดำเนินการขออนุญาตหรือขึ้นทะเบียนต่อสำนักงานภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้