“อีกนิดพิชิตเอดส์ : AIDS-Almost Zero” สร้างไทยยุติโรคเอดส์และเชื้อเอชไอวี
หลังจากรัฐบาลไทยได้กำหนดเป้าหมายที่จะยุติเอดส์ภายใน 14 ข้างหน้า หรือภายในปี 2573 โดยวางแผนที่จะลดปริมาณผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตจากเอชไอวี รวมทั้งต้องมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยกว่า 1,000 รายต่อปี
นอกจากนั้น มีเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตให้น้อยกว่า 4,000 รายต่อปี ลดการตีตราและเลือกปฏิบัติให้อยู่ในระดับ 95% ของประเทศ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนต้องเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสฯ
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อที่กินยาและอยู่ในระบบจำนวน 280,000 ราย จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 460,000 ราย พร้อมสร้างทัศนคติใหม่ให้สังคมไม่ให้เกิดการรังเกียจ กีดกัน และเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีดังเช่นที่ผ่านมา

โดยเกิดการรวมตัวกันระหว่างภาคประชาสังคมกว่า 30 องค์กร ภาคธุรกิจ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและยุติการแพร่ระบาดการติดเชื้อเอชไอวี ผ่านโครงการ ‘อีกนิดพิชิตเอดส์ : AIDS-Almost Zero’
“เย็นจิต สมเพา”’ ผู้จัดการโครงการ ระบุว่า การรวมตัวของภาคประชาสังคมกว่า 30 องค์กร เพื่อระดมทุนในการใช้จ่ายในโครงการฯ เนื่องจากทุนหลักในการจ่ายใช้สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาจากกองทุนโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้มีแผนยกเลิกการสนับสนุนโครงการในประเทศไทย เนื่องด้วยไทยถูกยกระดับให้เป็นประเทศที่มีรายปานกลางถึงสูง ซึ่งไม่อยู่ในเงื่อนไขที่กองทุนโลกจะสนับสนุนได้
“เงินที่ได้จากการระดมทุนทางโครงการฯ จะใช้จ่ายสำหรับศูนย์สุขภาพในชุมชน การทำงานเชิงรุกในชุมชน ค่าใช้จ่ายในการหาอุปกรณ์ป้องกัน เป็นต้น โดยโครงการฯ ได้กำหนดการดำเนินงานเพื่อลงพื้นที่การดำเนินงานไว้ทั่วประเทศ ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะเน้นไปยังพื้นที่ที่มีสถานการณ์เอชไอวีสูงก่อน ซึ่งพื้นที่แรกที่โครงการได้เริ่มดำเนินการประชาสัมพันธ์ คือ เพื่อนพนักงานบริการ หรือสวิง (SWING)”
มูลนิธิสวิงเน้นให้บริการแก่พนักงานบริการที่มีความหลากหลายทางเพศในย่านพัฒน์พงษ์ “สุรางค์ จันทร์แย้ม” ผู้อำนวยการฯ ให้ข้อมูลว่า มูลนิธิสวิงก่อตั้งมานานกว่า 13 ปี เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนพนักงานบริการที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมทั้งผสานความร่วมมือกับเจ้าของสถานบริการ เพื่อลงพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีและวิธีป้องกัน
นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งคลินิกสำหรับให้บริการตรวจหาเชื้อเอชไอวีแก่พนักงานบริการที่ความหลากหลายทางเพศ หากทราบผลจะดำเนินงานประสานกับทางโรงพยาบาลที่เป็นเครือข่ายกับทางมูลนิธิฯ เพื่อเข้าทำการรักษาและกินยาให้ถูกต้อง และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ทั้งนี้ หากได้รับการตรวจหาเชื้อและทราบผลเร็ว ก็จะสามารถทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที และที่สำคัญยังสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างไม่มีความแปลกแยกด้วย
“การร่วมมือการทุกคนในสังคมจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาโรคเอดส์และเชื้อเอชไอวีได้อย่างแน่นอน หากทุกคนในสังคมไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น”