Skip to content

บลจ.อีสท์สปริง เปิดขายกองทุนพันธบัตรมุ่งรักษาเงินต้น 15-21 ก.พ.นี้

16 ก.พ. 2567 | 13:25น.
บลจ.อีสท์สปริง เปิดขายกองทุนพันธบัตรมุ่งรักษาเงินต้น 15-21 ก.พ.นี้

บลจ.อีสท์สปริง ออกกองทุนพันธบัตรมุ่งรักษาเงินต้น 6 เดือน อีก 5,000 ล้าน ชูโอกาสรับผลตอบแทน 2% ต่อปี ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท เปิดจอง 15-21 ก.พ.นี้

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า บริษัทเปิดจองกองทุนเปิดอีสท์สปริง พันธบัตรรัฐมุ่งรักษาเงินต้น 6M12 (ES-GOVCP6M12) อายุ 6 เดือน มูลค่า 5,000 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 15-21 กุมภาพันธ์นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท เพื่อรับกับกระแสตอบรับจากนักลงทุนที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่สามารถปิดการขายกองทุนประเภทเดียวกันจำนวน 3 กองได้ก่อนกำหนดในช่วงที่ผ่านมา โดยมียอดเงินลงทุนมูลค่ารวมประมาณ 7,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กองทุนเปิดอีสท์สปริง พันธบัตรรัฐมุ่งรักษาเงินต้น 6M12 มีนโยบายนำเงินไปลงทุนในตราสารที่มุ่งรักษาเงินต้น ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ในสัดส่วนประมาณ 100% ของ NAV โดยคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 2.23% ต่อปีของ NAV หลังจากหักค่าใช้จ่ายประมาณ 0.23% ต่อปีของ NAV แล้ว จะได้รับประมาณการผลตอบแทนอยู่ที่ 2.00% ต่อปีของ NAV

กองทุน ES-GOVCP6M12 จะลงทุนครั้งเดียว และถือครองทรัพย์สินที่ลงทุนจนครบอายุโครงการ (Buy and Hold) โดย บลจ.อีสท์สปริง จะดำเนินการให้มีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบอัตโนมัติ และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของกองทุนทั้งจำนวนของผู้ถือหน่วยทุกราย ไปยังกองทุนเปิดทหารไทยธนรัฐ หรือกองทุนรวมตลาดเงินอื่นที่ บลจ.อีสท์สปริง เปิดให้บริการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ในวันทำการก่อนวันสิ้นสุดอายุโครงการ

อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่กำหนดไว้ โดยผู้ลงทุนจะไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นและผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ หากผู้ออกตราสารหรือธนาคารที่กองทุนลงทุนไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนได้ และบริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินที่ลงทุน หรือสัดส่วนการลงทุนได้ เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นและสมควร เพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องไม่ทำให้ความเสี่ยงของทรัพย์สินที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ