“สมคิด” ย้ำ ดีอี สิ้นปีผลงานต้องเป็นรูปธรรม เร่งปลดล็อกก.ม.สตาร์ตอัพให้เสร็จสิ้นเดือนนี้
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) พร้อมย้ำให้เร่งดำเนินการเพื่อให้เห็นผลงานแต่ละโครงการอย่างเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปีนี้
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ว่า แต่ละโครงการของกระทรวงมีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ ยังไม่มีโครงการใดต้องเป็นกังวล อย่าง การติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านเป็นไปได้ดีมาก เชื่อว่าภายใน 2 ปีนี้จะเสร็จตามเป้าหมาย แต่ได้ย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่การสร้างอินเทอร์เน็ต แต่ต้องนำไปสร้างประโยชน์ไม่ว่าจะด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุขและอีคอมเมิร์ซ ส่วนการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ปรับแผนและอนุมัติงบประมาณให้ บมจ. กสท โทรคมนาคม (แคท) ดำเนินการแล้ว
“อีกหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญคือ Big data และ IoT (Internet of thing) เพราะเป็นหัวใจแห่งอนาคต เป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทยเพื่อให้ต่อกับแนวโน้มในอนาคตข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้ต้องฝากให้ดูแลเป็นพิเศษ ส่วนเรื่อง Digital Big Bang ที่จะจัดในเดือนกันยายนกระทรวงได้ดูแลเป็นอย่างดี และโครงการดิจิทัลพาร์คที่จะดึงชาวต่างชาติมาลงทุนนั้น ต้องทำให้มั่นใจ และเชื่อว่าศักยภาพของไทยมี ดังนั้นครึ่งปีหลังถึงเวลาที่จะต้องปักหมุดหรือต้องเห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งตอนนี้เริ่มมีหลายคนเริ่มเข้ามาดูเพื่อจะจับจองที่บ้างแล้ว ส่วนเรื่องสถาบัน IoT ที่จะทำก็ต้องไปปักหมุด แผนแม่แบบต้องชัดเจน ซึ่งเชื่อมั่นในกระทรวงดีอี”
ด้านนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญในแต่ละโครงการคือ ต้องทำเป็นรูปธรรมให้ชัดเจน เช่น กรณีอีคอมเมิร์ซหมู่บ้าน ไปรษณ์ไทยจะทำ 3 แพคเกจคือ อีมาร์เก็ต เพลส เพื่อให้โชห่วยในหมู่บ้านสามารถที่จะขายของหรือบริหารจัดการระบบสินค้าได้ 2.แพคเกจอีเพย์เมนต์ที่จะเชื่อมโยงกับทุกธนาคาร รวมทั้งพร้อมเพย์ของกระทรวงการคลัง 3. อีโลจิสติกส์ ซึ่งถ้าเอกชนเข้าร่วมด้วยก็ยินดี และจะวางระบบ point of sale (POS) เพื่อทำให้ชุมชนในระดับหมู่บ้านมีศูนย์กลางการรับส่งสินค้าในการสต็อกของและเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้ระบบการขายของแบบโชห่วย
“ดิจิทัลปาร์ค สิ่งที่กำลังจะทำต่อไปคือ เขียนให้ชัดเลยว่าในแต่ละพื้นที่ทั้ง 709 ไร่จะทำอะไรบ้าง โดยจะเป็นมาสเตอร์แพลน ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่ชักชวนเอกชนเข้ามา และเพื่อดึงดูดให้เข้ามาก็จะมีสิทธิประโยชน์ทั้งหลาย ซึ่งทำเต็มที่ รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเข้ามาสะดวกในการทำงานเช่นกัน”
สำหรับการตั้งสถาบัน IoT จะนำเข้า ครม. ปลายกันยายนนี้ เพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการรวมทั้งกรอบวงเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ เพื่อเพิ่มความรู้ด้าน IoT และนำไปประยุกต์ใช้กับสมาร์ทซิตี้หรือด้านยานยนต์ ซึ่งจะมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วม เช่น มหาวิทยาลัยทั้งไทยและต่างชาติ ภาคเอกชน เนคเทคและสถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น โดยดีอีเป็นหน่วยงานหลัก เช่น งบวิจัย ซึ่งจะทำภายในปีนี้แน่นอน เบื้องต้นการลงทุนจะมีทั้งรัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันเข้าไปในดิจิทัลพาร์ค
ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ นำข้อมูลของภาครัฐกับเอกชนมารวมเป็น Big Data เพื่อประมวลวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็นบริบทใหม่ที่สำนักงานสถิติจะต้องทำ โดยครม. จะสั่งให้ทุกหน่วยงานเก็บข้อมูล เพื่อให้สำนักงานสถิติเอาไปช่วยวิเคราะห์กับรัฐบาล
สำหรับการพัฒนา Startup โดยกระทรวงดีอีจะเข้าไปนำเสนอกับครม. เพื่อรวมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งกองทุน Angel fund จากเงินของตลาดหลักทรัพย์และธนาคารบางส่วน เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ยังไม่แข็งแรง รวมทั้งประสานกับมหาวิทยาลัยทำหลักสูตรและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเป็นสตาร์ทอัพ เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาด นอกเหนือจากที่ภาคเอกชนเตรียมเงินสนับสนุนการลงทุนไว้ ราว27,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะโฟกัสแต่สตาร์ตอัพที่แข็งแรงแล้วเท่านั้น
ส่วนการแก้กฎหมายหรือระเบียบทางการค้าของสตาร์ตอัพ เช่น ด้านภาษี และการแปลงหุ้นจะปลดล็อก ทั้งหมดจะเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้