ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 22-26 เมษายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (22/4) ที่ระดับ 36.94/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/4) ที่ระดับ 36.86/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ
ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สามารถคงอัตราดอกเบี้ยได้ยาวนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่สูงกว่าคาดการณ์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
อีกทั้งความเสี่ยงในอนาคตอันใกล้เกี่ยวกับความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นปัจจัยกดดันเกี่ยวกับการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของเฟด อย่างไรก็ดีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐต่ำสุดในรอบ 4 เดือน โดยดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.9 ในเดือน เม.ย. ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางสหรัฐ (ฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค. โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 99.7% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค. และคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมเดือน มิ.ย.และ ก.ค. ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมเดือน ก.ย.
ทั้งนี้นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อสหรัฐ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ข้อมูลล่าสุดจากแอลเอสจี (LSEG) ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนในตลาดการเงินคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 0.43% ในปีนี้ ลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยรวม 1.50% ในปีนี้ อย่างไรก็ดี ในวันพฤหัสบดี (25/4) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2567
โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.6% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.4% ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภค สำหรับในปี 2566 เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.2% 2.14% 4.9% และ 3.4% ในไตรมาส 1 2 3 และ 4 ตามลำดับ นอกจากนี้ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 207,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 214,000 ราย สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า
ดัชนีการทำสัญญาณขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% จากตัวเลขดังกล่าวได้กดดันดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้นักลงทุนจับตาดูดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์ (26/4)
โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.5% ในเดือน ก.พ. และเมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน มี.ค. จากระดับ 0.3% เช่นกันในเดือน ก.พ. ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือน ก.พ.และเมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน มี.ค. จากระดับ 0.3% เช่นกันในเดือน ก.พ. ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.78-37.15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/4) ที่ระดับ 36.95/94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (22/4) ที่ระดับ 1.0668/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/4) ที่ระดับ 1.0658/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
โดยตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังนายฟรองซัวส์ วิลเลรอย กัลเฮา ประธานธนาคารกลางฝรั่งเศสกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (21/4) ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่มีแนวโน้มที่จะดันราคาพลังงานขึ้น และจะไม่กระทบแผนการของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. และดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซน จากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) เพิ่มขึ้นแตะระดับ 51.4 ในเดือน เม.ย. จากระดับ 50.3 ในเดือน มี.ค. และสูงกว่าคาดการณ์ของรอยเตอร์ที่ระดับ 50.7
โดยรายงานระบุว่า กิจกรรมทางธุรกิจโดยรวมของยูโรโซนขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 1 ปีในเดือน เม.ย. เนื่องจากอุตสาหกรรมภาคบริการของยูโรโซนที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งได้ช่วยลดทอนกิจกรรมในภาคการผลิตที่เผชิญภาวะขาลง ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.9 ในเดือน เม.ย. จากระดับ 51.5 ในเดือน มี.ค.
ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์โดยรอยเตอร์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 51.8 นอกจากนี้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีอยู่ที่ระดับ 89.4 ดีขึ้นจากระดับ 87.9 เมื่อเดือน มี.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 88.8 “เศรษฐกิจกำลังมีเสถียรภาพ อันเนื่องมาจากผู้ให้บริการ” นายเคลเมนส์ ฟิวสท์ ประธาน Ifo กล่าว ผลสำรวจเผยว่าบริษัทต่าง ๆ พึงพอใจต่อสถานการณ์ทางธุรกิจในเดือน เม.ย.มากขึ้น และความคาดหวังก็สดใสขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีอ่อนแอที่สุดในบรรดาประเทศใหญ่ ๆ ในยูโรโซนในปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูง คำสั่งซื้อทั่วโลกที่เบาบาง และอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่หลังนายโยอาคิม นาเจล ประธานธนาคารบุนเดสแบงก์ระบุว่า เงินเฟ้อของยูโรโซนอาจยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
ดังนั้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจะไม่ผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมอีกหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ โดยมีกรอบระหว่าง 1.0622-1.0739 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/4) ที่ระดับ 1.0730/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (22/4) ที่ระดับ 154.62/63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/4) ที่ระดับ 154.48/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ตามการแข็งค่าของธนาคาร แม้ว่าทางการญี่ปุ่นจะออกมาแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา (FIX) ด้วยวาจา
ทั้งนี้ค่าเงินเยนได้รับแรงกดดันหลังผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตชั้นต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 49.9 ในเดือน เม.ย. จาก 48.2 ในเดือน มี.ค. บ่งชี้ว่ากิจกรรมการผลิตอยู่ในภาวะหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้น ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 54.6 ในเดือน เม.ย. จาก 54.1 ในเดือน มี.ค.
ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ดัชนีย่อยของธุรกิจใหม่ขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 10 เดือน ส่วนดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.6 ในเดือน เม.ย. ซึ่งเท่ากับระดับสูงสุดของเดือน ส.ค. ปี 2566 ในวันศุกร์ (26/4) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.1% พร้อมส่งสัญญาณซื้อพันธบัตรลดลง โดยปรับคาดการณ์จีดีพีในปีนี้เติบโตชะลอลงเป็น 0.8% จากเดิมที่ 1.2% และปรับคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้เร่งตัวขึ้นเป็น 2.8% จากเดิมที่ 2.4% ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า แตะ 156.14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ระดับอ่อนค่าที่สุดใหม่ในรอบ 34 ปี ที่ระดับ 156.78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และในการประชุมครั้งนี้ BOJ คาดการณ์ว่า
เงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะเคลื่อนไหวที่ระดับเป้าหมายของ BOJ ที่ 2% จนถึงปีงบการเงิน 2569 ส่วนในปีงบการเงินปัจจุบันซึ่งเริ่มต้นในเดือน เม.ย. 2567 นั้น คาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (core CPI) ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสด จะเพิ่มขึ้น 2.8% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 2.4% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.45-156.78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/4) ที่ระดับ 156.55/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ