เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แก้จน แก้โกง ลดเหลื่อมล้ำ คสช.ตั้งหลักปฏิรูป (อีกครั้ง) ก่อนครบเทอม

09 พ.ค. 2561 | 19:45น.

ตีระฆังการปฏิรูป (ก่อนเลือกตั้ง) อีกยก สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ยกนี้ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สวมหมวก-สานภารกิจต่อ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“ดร.กอบศักดิ์” ขีดเส้น 8 เดือน เป็น “เรือธง” ปฏิรูปเรื่องสำคัญ-เร่งด่วน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ปฏิรูปราชการเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน

2.สร้างอนาคตคนไทยเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ และอุตสาหกรรมอาหารรวมทั้งการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นการต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมเดิม อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสุขภาพ

3.แก้ทุจริต สร้างความโปร่งใสเพื่อเป็นรากฐานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งการป้องปราม การลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานของรัฐและเร่งรัดการดำเนินคดีการทุจริตมิชอบ

4.ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียม เพื่อสร้างสวัสดิการที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นกับประชาชน สร้างหลักประกันและสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตทุกช่วงวัย และส่งเสริมการออมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

รวมทั้งประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีการช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบภาษี และการถือครองทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

และ 5.สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รวมถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยยอมรับในกฎ กติกา เสรีภาพส่วนบุคคลที่ต้องอยู่บนความรับผิดชอบต่อสังคม และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดในสังคมโดยสันติวิธี การกระจายอำนาจให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วนและทุกระดับ

“ศ.ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์” อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะแผนการปฏิรูปประเทศที่ ดร.กอบศักดิ์เตรียมไว้ เป็นการเริ่มต้นงานปฏิรูปในบางประเด็น ไม่ใช่ทั้งหมด เฉพาะบางเรื่อง จากทั้งหมด 11 ด้านของแผนปฏิรูปทั้งหมด

“ประเด็นที่ ดร.กอบศักดิ์หยิบมาปฏิรูปในระยะเร่งด่วนไม่ใช่ประเด็นใหญ่ แต่เป็นเรื่องเฉพาะในกรอบที่สามารถปฏิรูปได้ภายในระยะเวลานี้ มีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จเพราะเลือกเฉพาะบางแง่มุมออกมาปฏิรูป”

ศ.ดร.เทียนฉายขยายความถึงเหตุผลที่การปฏิรูปจะสำเร็จ คือ 1.เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้เสร็จ 2.เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่จะปฏิรูป เพราะเปลาะนี้เป็นเปลาะสำคัญ เมื่อแก้ตรงนี้ก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปอีกได้

ขณะที่เรื่องการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปการเมือง-การปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งยังไม่ถูกแก้ไข ประกอบกับ คสช.-รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อยู่มาแล้วเกือบ 4 ปีเต็มนั้น

ศ.ดร.เทียนฉายมองว่า เรื่องปฏิรูปดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ทำเรื่องการปฏิรูปมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ในยุค สปช. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

“เป็นการเริ่มต้นความคิดและได้สานต่อเป็นระยะ แต่เพราะเงื่อนไขระหว่างทางแตกต่างกัน ไปเจอคลื่น แต่ก็เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมา แต่เป็นเพราะไม่ทันใจ รู้สึกว่ามันควรจะเสร็จแล้ว แต่มันอาจจะไม่ใช่จังหวะของมัน”

“รัฐบาลเวลาคิดเรื่องนี้ อาจจะมีกลวิธี กลยุทธ์ คิดในเรื่องการเมืองไปด้วย และดูความพร้อมในการเดินหน้าในบางเรื่อง เพราะบางเรื่องเดินหน้าไปแล้ว มันอาจจะเปิดศึกด้านใหม่ขึ้นมา”

ส่วน 5 เรื่องเร่งด่วน-สำคัญ ที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนให้สำเร็จภายใน 8 เดือน จะเปิดศึกหน้าใหม่หรือไม่นั้น ไม่น่าจะเปิดศึกด้านใหม่ แต่จะบอกได้ว่าเป็น “ของดี” ถ้าทำสำเร็จ-แก้ปัญหาได้มาก

“สำเร็จแน่นอน ผมเชียร์ ดร.กอบศักดิ์ เพราะเขาเป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดความอ่านดีมาก มีหลักที่ดี และไม่ใช่นักการเมือง แต่ภาวนาอย่าให้การเมืองไปครอบงำมากนัก ควรให้ความเป็นอิสระกับเขา” ศ.ดร.เทียนฉายทิ้งทาย

โดยแบ่งกิจกรรม-โครงการตามแผนการปฏิรูปตามความจำเป็นเร่งด่วน ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.สามารถดำเนินการได้ทันที (quick-win) ตอบสนองความต้องการของประชาชนและเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ในระยะเวลา 2-3 เดือน 30 เรื่อง 2.เรื่องปฏิรูปที่สำคัญ (flagship) ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ด้านละ 10 เรื่อง รวม 110 เรื่อง

3.เรื่องปฏิรูปประเทศอื่น ๆ โดยกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำความสอดคล้องและเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินงานของหน่วยงานในช่วงที่ผ่านมา และแผนการดำเนินงานของหน่วยงานในระยะ 5 ปี (2561-2565) กับแผนการปฏิรูปประเทศ และ 4.กฎหมายที่ต้องจัดทำใหม่ 80 เรื่อง

ทั้งนี้ การปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ประกอบด้วยประเด็นปฏิรูปรวม 133 ประเด็น 482 กิจกรรม