รัฐบาลระดมจัด “แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ” เสริมสารพัดมาตรการควบคู่ “แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท” เดินหน้าเร่ง “ทะลวงเบิกจ่ายงบฯลงทุน-เติมสภาพคล่อง SMEs” ครม.อนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ระยะ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มวีซ่าฟรีจากเดิม 57 ประเทศ เป็น 93 ประเทศ เปิดเงื่อนไขรับผู้สูงอายุต่างชาติเข้ามาพำนักระยะยาว พร้อมเพิ่มวีซ่าประเภทใหม่ดึงทาเลนต์ “KKP” หนุนเร่ง “เบิกจ่ายงบฯ-สินเชื่อ” แต่ต้องไม่ลืมแก้โจทย์ระยะยาว เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
เว้นวีซ่า-อยู่ยาวกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการและแนวทางตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เช่น การให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา สามารถพำนักในประเทศไทยได้ไม่เกิน 60 วัน และเพิ่มการตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa การปรับปรุงสิทธิสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยขยายเวลาพำนักในประเทศไทยหลังการศึกษา 1 ปี
รวมทั้งการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว หรือ Long Stay สำหรับผู้มีอายุมากที่ต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย
ดึงรายได้ท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่า จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะที่ซบเซาเรื้อรังยาวนาน และตัวเลขฟ้องว่าจีดีพีโตต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น ที่ประชุม ครม.จึงมีข้อสรุปตรงกัน คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างรายได้ใหม่ ด้วยการเร่งเดินหน้านโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวเดียวที่จะให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว สามารถแก้ปัญหาระยะสั้นได้
โดยสิ้นปี 2567 รัฐบาลจะเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท แต่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าว่าจะต้องได้ 3.5 ล้านล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศจึงกำหนดมาตรการเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยว มาตรการ 3 ระยะ ดังนี้
มาตรการระยะสั้น เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2567 ประกอบด้วย 1.การให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา สามารถพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 60 วัน เป็นมาตรการฝ่ายเดียวของไทย เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ และการทำงานระยะสั้น จากเดิมมี 57 ประเทศที่สามารถเดินทางมาโดยวีซ่าฟรี ไม่ต้องขอวีซ่า และพำนักอยู่ได้ 60 วัน เพิ่มจากเดิม 57 ประเทศ อีก 36 ประเทศ รวมเป็น 93 ประเทศ
และที่เคยมีวีซ่าฟรีที่เคยอยู่ได้ 30 วัน เปลี่ยนให้เป็น 60 วัน อาทิ ราชอาณาจักรภูฏาน บัลแกเรีย จอร์เจีย อินเดีย คาซัคสถาน เม็กซิโก ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน สปป.ลาว มาเก๊า มองโกเลีย รัสเซีย และกัมพูชา เป็นต้น
2.การให้สิทธิ Visa on Arrival (VOA) โดยปรับปรุงรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองใหม่ จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน ได้แก่ อาร์เมเนีย ภูฏาน โบลิเวีย จีน คอสตาริกา ไซปรัส
เพิ่มวีซ่าประเภทใหม่ดึงทาเลนต์
3.เพิ่มการตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa (DTV) สำหรับคนต่างด้าวที่มีทักษะและทำงานทางไกลผ่านระบบดิจิทัล (Remote Worker หรือ Digital Nomad) ซึ่งประสงค์จะพำนักในประเทศไทยเพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ได้แก่ กลุ่มที่มีทักษะสูง (Foreign Talent) และกลุ่มอาชีพอิสระ จากเดิมที่ขอวีซ่าเข้าประเทศ มีอายุวีซ่าครั้งละ 60 วัน พำนักได้ 30 วัน ของใหม่ขยายอายุวีซ่า 5 ปี พำนักได้ยาว 180 วัน และขยายได้อีก 180 วัน
4.ปรับปรุงสิทธิสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีขึ้นไป 4 หมื่นคน โดยขยายเวลาพำนักในประเทศไทยหลังสำเร็จการศึกษา 1 ปี เพื่อหางาน เดินทาง ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ในประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศไทย
มาตรการระยะกลาง เริ่มใช้เดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 แบ่งเป็น มี 3 มาตรการ 1.จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส โดยจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนกันยายน 2567
2.ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย เช่น ปรับลดเงินประกันสุขภาพสำหรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว จากเดิมจำนวน 3 ล้านบาท แก้ไขเป็นผู้ป่วยใน 4 แสนบาท ผู้ป่วยนอก 4 หมื่นบาท 3.ขยายการเปิด e-Visa เป็น 94 แห่ง
และมาตรการระยะยาว เริ่มใช้เต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา เป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองคนต่างด้าว โดยการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
หาเงินโปะดิจิทัลวอลเลต
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการคาดการณ์ว่าปีนี้จะโตได้ 2.5% ตนเองคงไม่พอใจตัวเลขแค่นี้อย่างแน่นอน และจะทำทุกวิถีทางให้โตได้มากกว่านี้ ขณะเดียวกันเรื่องปัญหาสภาพคล่อง ได้หารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มองเห็นปัญหานี้ แต่ก็ต้องใช้เวลา และทุกฝ่ายยอมรับว่าจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งงบประมาณเพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาท เพื่อใส่ในโครงการดิจิทัลวอลเลต และปีหน้ามีการตั้งไว้อีก 1.6 แสนล้านบาท รวมแล้วเกือบ 3 แสนล้านบาท
โดยหลังจากนี้ ธนาคารของรัฐก็จะมีโครงการอีกมากเพื่อให้คนหลุดจากสภาพหนี้ที่ติดอยู่ และภาครัฐจะมีมาตรการเสริมเข้าไปเพื่อให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้
นายพิชัยกล่าวว่า อีกปัญหาสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำ คือ กำลังการผลิตหดตัวมาอย่างต่อเนื่อง เพราะกำลังซื้อหดหาย เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง และ ธปท.อาจจะต้องมาหารือกันอีกรอบถึงกรอบเงินเฟ้อที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตอยู่ได้
“นายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า ให้แต่ละฝ่ายไปสรุปมาตรการและความคิดเห็นต่าง ๆ ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดการผลักดันเศรษฐกิจไปพร้อมกับระบบการเงินการคลัง ซึ่งผมจะเป็นผู้ประสานงานและทำงานร่วมกันกับ ธปท.”
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งการเบิกจ่ายงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และเม็ดเงินงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งยังมีข้อสั่งการในการกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเข้ามาในช่วงโลว์ซีซั่น และกระทรวงการคลังจะมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองด้วย
อัดค้ำประกัน SMEs เติมสภาพคล่อง
ขณะที่นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ของธุรกิจขนาดใหญ่ (เกิน 500 ล้านบาท) ขยายตัว 3.3% แต่สินเชื่อที่มีวงเงินน้อยกว่า 500 ล้านบาท หดตัว -5.1% ขณะที่ระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ของธนาคารอยู่ที่ 20.1% ระดับสภาพคล่อง Liquidity Coverage Ratio อยู่ที่ 202.5% และอัตราเงินสำรองต่อหนี้เสีย ( NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 176.1%
สะท้อนว่าธนาคารมีเสถียรภาพมาก แต่เลือกปล่อยสินเชื่อเฉพาะธุรกิจใหญ่ แต่เอสเอ็มอีกลับถูกจำกัดสินเชื่อ เพราะธนาคารไม่อยากรับความเสี่ยง ภาวะนี้ทำให้เอสเอ็มอีขาดน้ำหล่อเลี้ยง จนต้องปิดตัว ชะลอการผลิต หยุดการจ้างงานกระทบเศรษฐกิจภาพรวม
ดังนั้น กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme (PGS11) โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อสร้างหลักประกันให้ธนาคารในการปล่อยสินเชื่อและอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบโดยด่วน กลไกนี้จะลดความเสี่ยงและเพิ่มหลักประกันให้กับเอสเอ็มอีในการประเมินของธนาคาร ช่วยให้เอสเอ็มอีที่มีหลักประกันไม่พอสามารถให้เข้าถึงสินเชื่อได้ทันที
โดยมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ PGS11 มีวงเงินโครงการ 50,000 ล้านบาท วงเงินต่อรายไม่เกิน 40 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี โดยให้ความสำคัญในการค้ำประกัน “SMEs รายใหม่” เป็นลำดับแรก เพื่อกระจายการเข้าถึงสินเชื่อ
ททท.รับลูกปลุกเมืองรอง
นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้บูรณาการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) พร้อมกำหนดเป้าหมายสัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวเมืองรองปี 2567 ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท หรือ 30% จากรายได้ตลาดในประเทศกว่า 1 .2 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาล ททท.ยังผนึก 12 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อเดินหน้าพัฒนาเมืองหลักและเมืองรองตาม 5 มาตรการของ IGNITE Thailand ได้แก่ ยกระดับมาตรฐานที่พัก ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรวมถึงภูมิทัศน์โดยรอบ รวมถึงพัฒนากิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยว ผ่านการสร้างเรื่องราวเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวของแต่ละจังหวัด และเพิ่มศักยภาพของระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้เข้าถึงทุกเมือง และเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก
หนุนมาตรการทะลวงงบฯ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่ ครม.เศรษฐกิจเห็นว่าควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะมีเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะที่ผ่านมาเหมือนทุกอย่างจะรอมาตรการดิจิทัลวอลเลตเป็นหลัก เห็นได้จากทรัพยากรต่าง ๆ ทุ่มไปตรงนั้น โดยเฉพาะการทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้กับดิจิทัลวอลเลต ทั้งปี 2567 และ 2568
โดยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณถือว่าจำเป็น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเม็ดเงินตรงนี้หายไปมาก ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2566 การลงทุนภาครัฐติดลบ 20% และไตรมาส 1/2567 การลงทุนภาครัฐติดลบไปอีก 27% ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2 เริ่มกลับมาดีขึ้น หลังเริ่มเบิกจ่ายได้ ส่วนด้านสินเชื่อก็จำเป็นต้องทะลวง เพราะธนาคารไม่กล้าปล่อยจริง ๆ
“ตอนนี้มาตรการระยะสั้น ที่ทำได้ก็จะมีเรื่องการเร่งรัดเบิกจ่าย เร่งให้เงินออกเยอะขึ้น เร็วขึ้น รั่วไหลน้อย ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้จะช่วยภาพเศรษฐกิจได้ค่อนข้างมาก อีกเรื่องคือ ปัจจุบันการปล่อยสินเชื่อแบงก์ก็มีปัญหาจริง ๆ คือ แบงก์ไม่กล้าปล่อยกู้ ตรงนี้ก็ต้องไปช่วยทะลวง ทำอย่างไรให้แบงก์กลับมาปล่อย ซึ่งชัดเจนว่าพอแบงก์ไม่ปล่อย ก็ไม่มีเชื้อเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ สินเชื่อก็เลยโตติดลบ”
อย่างไรก็ดี โครงการค้ำประกันสินเชื่อ หากจะดำเนินการก็คงต้องมีการปรับให้จูงใจแบงก์มากขึ้นด้วย เช่น ระยะเวลาการเคลม ที่เดิมอาจจะใช้เวลาเป็นปี ทำให้แบงก์ไม่ค่อยอยากใช้ เพราะกลัวว่าเงินจะไปจมอยู่ เป็นต้น
เตือนอย่าลืมแก้โจทย์ระยะยาว
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลัก ๆ คือ การท่องเที่ยว ซึ่งหากทำให้เกิดการกระจายตัวมากกว่าแค่เมืองท่องเที่ยวหลัก อย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ไปสู่เมืองอื่น ๆ แต่ตรงนี้ก็เป็นเรื่องไม่ง่าย
นอกจากนี้ เรื่องที่สำคัญมากก็คือ การแก้ปัญหาระยะยาว แก้เรื่องความสามารถในการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน เพื่อส่งออก ซึ่งการติดลบทุกปีคงไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องตลาดอย่างเดียวแล้ว แต่น่าจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องมาดูว่า จะทำอย่างไรให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยกลับมามีความสามารถในการแข่งขัน
“ถ้าดูตัวเลขสินค้าส่งออกเบอร์ 1 เบอร์ 2 ของไทย คือ รถยนต์ กับฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แต่ตอนนี้เจอปัญหา รถยนต์ก็เจออีวีเข้ามา ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างเหมือนกัน ดังนั้นต้องไปแก้โจทย์ระยะยาวด้วย เพราะถ้าทำแต่ระยะสั้น ขณะที่ระยะยาวไม่แก้คงไม่ได้ เพราะปัญหาระยะยาวดึงเศรษฐกิจลงหนักกว่าอีก”
ทำงานแลกเงิน-เพิ่มจ้างงาน
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในระยะสั้นช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย. ต้องมีมาตรการระยะสั้นมากระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ควรรอแต่ดิจิทัลวอลเลต แต่ควรมีมาตรการอื่นออกมากระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน อย่างการเติมสภาพคล่องผ่านทางธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น วันนี้ต้องประคองเพราะสภาพคล่องคนหาย รายได้ประชาชนหายจริง ๆ
นอกจากนี้ โครงการอีกประเภทที่ทำได้ก็คือ “งานแลกเงิน” ไม่ใช่ “Welfare” เป็น “Workfare” โดยใช้งบประมาณภาครัฐที่ออกมาแล้วไปดำเนินการ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน อย่างเช่น การสร้างสาธารณูปโภคในต่างจังหวัด เช่น การขุดบ่อไว้รอเก็บน้ำ หรือการสร้างงานอื่น ๆ ในต่างจังหวัด เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการช่วยอย่างตรงจุด และคนที่ได้เงินก็รู้สึกมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีด้วย
“มีหลาย ๆ โครงการที่ทำได้ ถ้าไม่ทำแล้วเก็บเงินไปใช้แต่ดิจิทัลวอลเลต อันนี้จะน่าเสียดาย เพราะจะพ้นช่วงที่เศรษฐกิจโตช้าไปแล้ว ซึ่งช่วงที่เศรษฐกิจโตช้าจะต้องการการประคองมากที่สุด นอกจากนี้ก็คงต้องทำเรื่องระยะยาวด้วย อย่างการเจรจาการค้า การสร้างความเชื่อมั่น”
หนุนผ่อน LTV กระตุ้นอสังหาฯ
ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะต้องผ่อนเกณฑ์ LTV เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะตอนนี้ภาคอสังหาฯโตช้า รวมถึงการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินหรือคอนโดมิเนียมได้ หรือเพิ่มเวลาพำนักในประเทศไทย ซึ่งหากทำให้รัดกุมได้ก็เป็นโอกาส
“ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยวันนี้ขับเคลื่อนด้วยคนระดับกลางถึงบน ถ้าจะให้คนกลุ่มนี้ที่ยังมีเงินออม และพร้อมจะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจสามารถทำได้ ถ้าผ่อนคลายให้คนที่มีเงินอยู่แล้ว สามารถไปซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือหลังที่ 3 ได้ ผมว่าคงไม่ทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนรุนแรงขึ้น”
ห่วงมาตรการยังไม่ชัดเจน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนคาดหวังว่ามาตรการที่จะออกมา ต้องช่วยกระตุ้นและเติมเม็ดเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีอยู่ได้ และช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เพราะอย่างที่ทราบโจทย์ยังเป็นโจทย์เดิม คือ ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ GDP ไตรมาส 1/67 สะท้อนภาพปัญหา อีกทั้งมาตรการ Digital Wallet กว่าจะออกก็จะเป็นช่วงไตรมาส 4 และยังมีเรื่องการพิจารณาสถานะของนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน ก็ส่งผลกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะออกมาจะต้องชัดเจน
SMEs ลุ้นมาตรการกระตุ้นฝ่าวิกฤต
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การออกมาตรการกระตุ้นและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยนั้นจะต้องพิจารณาให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจไทย ที่สภาพัฒน์รายงานในไตรมาส 1/2567 ขยายตัวเพียง 1.5%
ขณะที่ประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก ทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ปัญหาโลกร้อน การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไทย ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้นการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการพิจารณาทบทวนงบประมาณปี 2568 และงบประมาณในอนาคตต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงข้างต้น
“สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อเดินเครื่องยนต์เศรษฐกิจประเทศไทยให้สามารถพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้า ลดการขาดดุลการค้า และเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการและแรงงานไทยสามารถไปเติบโตได้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปด้วยกัน พร้อมทั้งการกระจายรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย รองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน” นายแสงชัยกล่าว