ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 13 มิถุนายน 2567 หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมัน
โดยนายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ เปิดเผยว่า กลุ่มฮามาสได้เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ระบุในข้อเสนอการหยุดยิงกับอิสราเอล และพยายามที่จะปรับเงื่อนไขให้เหมือนกับที่กลุ่มฮามาสเคยให้การยอมรับในการเจรจาครั้งก่อน ทั้งนี้ แม้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก แต่นักลงทุนมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวนั้นมีความเสี่ยง
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 12 มิ.ย. 2567 อยู่ที่ 78.50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.60 เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 82.60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.68 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% จากการประชุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปี 2567 อาจถูกเลื่อนออกไปเป็นในช่วงเดือน ธ.ค. 67 โดยเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เพียง 1 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่ส่งสัญญาณว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง จากการประชุมเมื่อเดือน มี.ค. 67
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 7 มิ.ย. 67 เพิ่มขึ้น 3.7 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 459.7 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 1 ล้านบาร์เรล
ราคาน้ำมันเบนซิน
ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวลดลงสวนทางราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังอุปสงค์น้ำมันเบนซินของเม็กซิโกในเดือน มิ.ย. 67 คาดว่าจะปรับลดลงต่ำกว่าประมาณการ นอกจากนี้ อุปสงค์น้ำมันเบนซินของฮ่องกงมีแนวโน้มปรับลดลงท่ามกลางการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ราคาน้ำมันดีเซล
ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังอุปสงค์น้ำมันดีเซลในยุโรปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกน้ำมันดีเซลของเกาหลีใต้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.3 ล้านตันในเดือน ก.ค. 67
