Skip to content

อุตสาหกรรม “รถอีวี” เดิมพันของอินโดนีเซีย

04 ก.ค. 2567 | 09:40น.
อุตสาหกรรม “รถอีวี” เดิมพันของอินโดนีเซีย
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

อินโดนีเซียวางเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไว้น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ จะพัฒนาประเทศให้กลายเป็นชาติพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2045 หรือในอีกราว 2 ทศวรรษข้างหน้านี้

เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว อินโดนีเซียมีหลายต่อหลายอย่างที่ต้องทำนับตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้อัตราเฉลี่ยการเจริญเติบโตของประเทศเพิ่มขึ้นจากราว 5% ต่อปี ให้เพิ่มขึ้นเป็น 6-7% ต่อปี จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมที่อย่างพื้นฐานที่สุดต้องมีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการได้พร้อม ๆ กับที่ต้องดูดซับแรงงานเข้าสู่ตำแหน่งงานที่มีผลิตภาพสูง

นั่นหมายความว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องดึงดูดเอาเม็ดเงินจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) จำนวนมหาศาล ที่จำเป็นในการปูรากฐานและรังสรรค์อุตสาหกรรมทำนองนี้ขึ้นมา

ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บริบทของโลกอย่างที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นจนเป็นไปไม่ได้สำหรับอินโดนีเซีย ที่ตั้งความหวังครั้งใหญ่นี้ไว้กับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลที่ครอบครองอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นิกเกิล” กับ “โคบอลต์” สองแร่ธาตุสำคัญ สำหรับใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งว่ากันว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคตอันใกล้

ข้อเท็จจริงที่ว่า “อินโดนีเซีย” คือแหล่งผลิตนิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 51% ของนิกเกิลที่ผลิตกันทั่วโลกในเวลานี้ ในขณะที่เป็นประเทศที่ผลิตโคบอลต์ได้มากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากดีอาร์คองโก กลายเป็นแต้มต่อสำคัญที่ทำให้ทางการอินโดนีเซียสามารถวางเดิมพันอนาคตของชาติไว้กับอุตสาหกรรมอีวี ที่กำลังปั้นแต่งอยู่ในเวลานี้ได้

อินโดนีเซียใช้ประโยชน์จากการเป็นแหล่งแร่สำคัญดังกล่าวนี้ เพื่อดึงดูดบรรดาบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอีวีเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างได้ผล การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นอุตสาหกรรมเริ่มหลั่งไหลเข้ามาหลังจากทางการประกาศห้ามส่งนิกเกิลดิบออกนอกประเทศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ บรรดาบริษัทจากจีน ที่หอบเม็ดเงินไม่น้อยกว่า 4,200 ล้านดอลลาร์เข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียในปี 2023 ที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นการลงทุนในโครงการเหมืองและถลุงแร่ทั้งสิ้น

ในเวลาเดียวกัน บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากหลายประเทศ ตั้งแต่ฮุนไดของเกาหลีใต้ มิตซูบิชิจากญี่ปุ่น และอู่หลิง, เชอรี่ กับดีเอฟเอสเคจากจีน ก็เข้ามาลงทุน ก่อตั้งโรงงานผลิตและเริ่มต้นผลิตรถยนต์อีวีในประเทศอินโดนีเซียกันแล้ว แม้จะเป็นจำนวนไม่มากมายนัก แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

หากการประเมินของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ที่ว่า ตลาดรถอีวีจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในไม่กี่ปีนี้ โดยภายในปี 2035 รถยนต์ทุก ๆ 1 ใน 2 คัน ที่นำออกมาจำหน่ายทั่วโลก จะเป็นรถอีวี การใช้อุตสาหกรรมอีวีเป็นเดิมพันของอินโดนีเซียก็มีความเป็นไปได้ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่า นักวิเคราะห์พากันประเมินศักยภาพของอินโดนีเซียในด้านนี้ไว้สูงยิ่ง

“ลูค เกียร์” นักวิเคราะห์หลักของเบนช์มาร์ก มิเนอรัล อินเทลลิเจนซ์ ระบุเอาไว้ว่า ภายในปี 2030 ที่จะถึงนี้ อินโดนีเซียจะมีศักยภาพมากพอที่จะผลิตรถยนต์อีวีขึ้นได้ภายในประเทศได้อย่างน้อย 500,000 คันต่อปี

เพื่อปลุกปั้นอุตสาหกรรมรถอีวีภายในประเทศ ทางการอินโดนีเซียดำเนินการหลายประการ ทั้งที่เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในด้านนี้ และการเข้มงวดเพื่อกำหนดทิศทางให้เด่นชัด ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ การกำหนดให้รถอีวีที่ผลิตในอินโดนีเซียจำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนประกอบที่ผลิตในท้องถิ่น (Local Content) ในสัดส่วนที่แน่ชัด และมีสิทธิที่จะเพิ่มสัดส่วนสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลก็กำหนดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรถอีวีไว้เพียงแค่ 1% เท่านั้น แถมนักลงทุนรายใหญ่อาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษียาวนานถึง 10 ปี เป็นต้น

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นอกเหนือจาก 5 บริษัทผู้ผลิตเข้ามาปักหลักผลิตรถอีวีอยู่ในอินโดนีเซียกันแล้ว แม้แต่ยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง “บีวายดี” ก็กระโจนลงมาร่วมวง โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มต้นการผลิตรถอีวีของตนได้ภายในปีนี้อีกด้วย

กระนั้นใช่ว่าการเดิมพันครั้งใหญ่ของอินโดนีเซียจะปราศจากอุปสรรค ปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้ก็คือ เทคโนโลยีส่อว่ากำลังเปลี่ยนแปลง แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนฟอสเฟต (แอลเอฟพี) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งนิกเกิลและโคบอลต์ กำลังขยายส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่รถอีวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงระดับราว 40% ของตลาดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะให้ระยะทางน้อยกว่าต่อการชาร์จในแต่ละครั้งก็ตามที

นอกจากนั้น การกีดกันทางการค้าจากตลาดในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา กับสถานการณ์โดยรวมที่ย่ำแย่ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอีวี ที่ตกอยู่ในสภาพ แม้จะยังขยายตัวอยู่ต่อไปแต่ก็เป็นการขยายตัวในอัตราชะลอช้าลงเรื่อย ๆ ในขณะที่การแข่งขันก็สูงขึ้นตามลำดับ แม้แต่จากประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง

ดังนั้นการเดิมพันครั้งนี้จึงยังเป็นที่กังขา และต้องจับตากันต่อไปว่าจะลงเอยด้วยความสำเร็จหรือไม่