เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
Biz Movement วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
Business เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
แสนสิริ อวด “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ หัวหิน” บีชฟร้อนแรกของโลก พูลวิลล่า 100 ล้านหมดในสัปดาห์แรก
Real Estate แสนสิริ อวด “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ หัวหิน” บีชฟร้อนแรกของโลก พูลวิลล่า 100 ล้านหมดในสัปดาห์แรก
ก.ล.ต.เคลียร์ปม 3 เหรียญดิจิทัล สอบโยงเว็บ shuffle.com ขู่ฟันหากผิดเกณฑ์
Finance ก.ล.ต.เคลียร์ปม 3 เหรียญดิจิทัล สอบโยงเว็บ shuffle.com ขู่ฟันหากผิดเกณฑ์
‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
World ‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
ไตรภพ ประกาศเลิกกิจการ ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ 30 พ.ย. เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
Business ไตรภพ ประกาศเลิกกิจการ ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ 30 พ.ย. เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 67,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 67,050 บาท
ขยับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ น้องพายุ ถูกตัดสิทธิ DQ น้องแมคลาเรน คว้าอันดับ 1
Biz Movement ขยับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ น้องพายุ ถูกตัดสิทธิ DQ น้องแมคลาเรน คว้าอันดับ 1
เปิดเบื้องหลัง 2 ล่ามไทยบนเวทีโลก ทำไมงานประชุม IMF–World Bank 2026 ยังต้องใช้มนุษย์ ?
Interview เปิดเบื้องหลัง 2 ล่ามไทยบนเวทีโลก ทำไมงานประชุม IMF–World Bank 2026 ยังต้องใช้มนุษย์ ?
แมริออทฯ เผยอนาคตวงการอาหาร รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก
Biz Movement แมริออทฯ เผยอนาคตวงการอาหาร รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก
ดูทั้งหมด

อุตสาหกรรม “รถอีวี” เดิมพันของอินโดนีเซีย

04 ก.ค. 2567 | 09:40น.
GWM Smart
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

อินโดนีเซียวางเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไว้น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ จะพัฒนาประเทศให้กลายเป็นชาติพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2045 หรือในอีกราว 2 ทศวรรษข้างหน้านี้

เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว อินโดนีเซียมีหลายต่อหลายอย่างที่ต้องทำนับตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้อัตราเฉลี่ยการเจริญเติบโตของประเทศเพิ่มขึ้นจากราว 5% ต่อปี ให้เพิ่มขึ้นเป็น 6-7% ต่อปี จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมที่อย่างพื้นฐานที่สุดต้องมีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการได้พร้อม ๆ กับที่ต้องดูดซับแรงงานเข้าสู่ตำแหน่งงานที่มีผลิตภาพสูง

นั่นหมายความว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องดึงดูดเอาเม็ดเงินจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) จำนวนมหาศาล ที่จำเป็นในการปูรากฐานและรังสรรค์อุตสาหกรรมทำนองนี้ขึ้นมา

ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บริบทของโลกอย่างที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นจนเป็นไปไม่ได้สำหรับอินโดนีเซีย ที่ตั้งความหวังครั้งใหญ่นี้ไว้กับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลที่ครอบครองอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นิกเกิล” กับ “โคบอลต์” สองแร่ธาตุสำคัญ สำหรับใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งว่ากันว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคตอันใกล้

ข้อเท็จจริงที่ว่า “อินโดนีเซีย” คือแหล่งผลิตนิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 51% ของนิกเกิลที่ผลิตกันทั่วโลกในเวลานี้ ในขณะที่เป็นประเทศที่ผลิตโคบอลต์ได้มากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากดีอาร์คองโก กลายเป็นแต้มต่อสำคัญที่ทำให้ทางการอินโดนีเซียสามารถวางเดิมพันอนาคตของชาติไว้กับอุตสาหกรรมอีวี ที่กำลังปั้นแต่งอยู่ในเวลานี้ได้

อินโดนีเซียใช้ประโยชน์จากการเป็นแหล่งแร่สำคัญดังกล่าวนี้ เพื่อดึงดูดบรรดาบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอีวีเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างได้ผล การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นอุตสาหกรรมเริ่มหลั่งไหลเข้ามาหลังจากทางการประกาศห้ามส่งนิกเกิลดิบออกนอกประเทศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ บรรดาบริษัทจากจีน ที่หอบเม็ดเงินไม่น้อยกว่า 4,200 ล้านดอลลาร์เข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียในปี 2023 ที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นการลงทุนในโครงการเหมืองและถลุงแร่ทั้งสิ้น

ในเวลาเดียวกัน บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากหลายประเทศ ตั้งแต่ฮุนไดของเกาหลีใต้ มิตซูบิชิจากญี่ปุ่น และอู่หลิง, เชอรี่ กับดีเอฟเอสเคจากจีน ก็เข้ามาลงทุน ก่อตั้งโรงงานผลิตและเริ่มต้นผลิตรถยนต์อีวีในประเทศอินโดนีเซียกันแล้ว แม้จะเป็นจำนวนไม่มากมายนัก แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

หากการประเมินของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ที่ว่า ตลาดรถอีวีจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในไม่กี่ปีนี้ โดยภายในปี 2035 รถยนต์ทุก ๆ 1 ใน 2 คัน ที่นำออกมาจำหน่ายทั่วโลก จะเป็นรถอีวี การใช้อุตสาหกรรมอีวีเป็นเดิมพันของอินโดนีเซียก็มีความเป็นไปได้ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่า นักวิเคราะห์พากันประเมินศักยภาพของอินโดนีเซียในด้านนี้ไว้สูงยิ่ง

“ลูค เกียร์” นักวิเคราะห์หลักของเบนช์มาร์ก มิเนอรัล อินเทลลิเจนซ์ ระบุเอาไว้ว่า ภายในปี 2030 ที่จะถึงนี้ อินโดนีเซียจะมีศักยภาพมากพอที่จะผลิตรถยนต์อีวีขึ้นได้ภายในประเทศได้อย่างน้อย 500,000 คันต่อปี

เพื่อปลุกปั้นอุตสาหกรรมรถอีวีภายในประเทศ ทางการอินโดนีเซียดำเนินการหลายประการ ทั้งที่เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในด้านนี้ และการเข้มงวดเพื่อกำหนดทิศทางให้เด่นชัด ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ การกำหนดให้รถอีวีที่ผลิตในอินโดนีเซียจำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนประกอบที่ผลิตในท้องถิ่น (Local Content) ในสัดส่วนที่แน่ชัด และมีสิทธิที่จะเพิ่มสัดส่วนสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลก็กำหนดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรถอีวีไว้เพียงแค่ 1% เท่านั้น แถมนักลงทุนรายใหญ่อาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษียาวนานถึง 10 ปี เป็นต้น

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นอกเหนือจาก 5 บริษัทผู้ผลิตเข้ามาปักหลักผลิตรถอีวีอยู่ในอินโดนีเซียกันแล้ว แม้แต่ยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง “บีวายดี” ก็กระโจนลงมาร่วมวง โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มต้นการผลิตรถอีวีของตนได้ภายในปีนี้อีกด้วย

กระนั้นใช่ว่าการเดิมพันครั้งใหญ่ของอินโดนีเซียจะปราศจากอุปสรรค ปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้ก็คือ เทคโนโลยีส่อว่ากำลังเปลี่ยนแปลง แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนฟอสเฟต (แอลเอฟพี) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งนิกเกิลและโคบอลต์ กำลังขยายส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่รถอีวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงระดับราว 40% ของตลาดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะให้ระยะทางน้อยกว่าต่อการชาร์จในแต่ละครั้งก็ตามที

นอกจากนั้น การกีดกันทางการค้าจากตลาดในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา กับสถานการณ์โดยรวมที่ย่ำแย่ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอีวี ที่ตกอยู่ในสภาพ แม้จะยังขยายตัวอยู่ต่อไปแต่ก็เป็นการขยายตัวในอัตราชะลอช้าลงเรื่อย ๆ ในขณะที่การแข่งขันก็สูงขึ้นตามลำดับ แม้แต่จากประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง

ดังนั้นการเดิมพันครั้งนี้จึงยังเป็นที่กังขา และต้องจับตากันต่อไปว่าจะลงเอยด้วยความสำเร็จหรือไม่