Skip to content

เปิด 3 เหตุผล “ไทยเบฟ” เพิกถอนหุ้น “เสริมสุข” พบเตรียมแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ

04 ก.ค. 2567 | 12:34น.
เปิด 3 เหตุผล “ไทยเบฟ” เพิกถอนหุ้น “เสริมสุข” พบเตรียมแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ

เปิด 3 เหตุผล “ไทยเบฟ” เพิกถอนหุ้น “เสริมสุข” ออกจากตลาดหุ้น พบกลุ่มไทยเบฟอยู่ระหว่างศึกษาแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ-ศักยภาพดำเนินธุรกิจ อาจมีทั้ง “ซื้อ-จำหน่าย-โอนทรัพย์สิน-ควบรวมกิจการ-โอนสิทธิตามสัญญาทางการเงิน” พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจ-นโยบายการบริหารงาน-เงินกู้ยืม-ให้กู้ยืมเงิน-การระดมทุน

วันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) หรือ SSC ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่ม เครื่องดื่มน้ำอัดลม “เอส” และ “ซาสี่” น้ำดื่ม “คริสตัล” ชาเขียว “โออิชิ” เครื่องดื่มอัดลมเพื่อสุขภาพ “100พลัส” เครื่องดื่มสมุนไพร “จับใจ” น้ำโซดา “ร็อค เมาเท่น” เครื่องดื่มบำรุงกำลัง “แรงเจอร์” เครื่องดื่มเกลือแร่ “พาวเวอร์พลัส” และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ “วีบูสท์”

ได้รับหนังสือจาก บริษัท โซ วอเตอร์ จำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 1 ของบริษัท จำนวน 171.95 ล้านหุ้น สัดส่วน 64.67% ของสิทธิออกเสียงในกิจการ และยังเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev โดยทาง “โซ วอเตอร์” มี

ความประสงค์ในการเข้าทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญ SSC ที่เหลือทั้งหมดของบริษัทจำนวน 93,945,680 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 35.33% ในราคาเสนอซื้อ 63 บาท/หุ้น คิดเป็นเงินลงทุนรวม 5,918.57 ล้านบาท โดยการเข้าทำรายการในครั้งนี้ เพื่อการเพิกถอนหุ้น SSC ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

โดยเตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 ส.ค. 2567 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อขออนุมัติการเพิกถอนหุ้น SSC ออกจากตลาดหลักทรัพย์ โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท และต้องไม่มีผู้ถือหุ้นคัดค้านการเพิกถอนหุ้นเกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท และการเพิกถอนหุ้น SSC จะต้องได้รับอนุมัติหรือผ่อนผันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ สถาบันการเงิน และคู่สัญญาอื่น ๆ ตามสัญญาที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น (Record date) ในวันที่ 17 ก.ค. 2567 โดยมีการแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการเสนอซื้อหุ้น SSC ในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี SSC ได้แจ้งเหตุผลในการเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

1.การเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจะช่วยให้การบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการลดขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ของบริษัทในฐานะที่เป็นบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารกิจการและการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น

และนอกจากนี้ เนื่องด้วยกลุ่มไทยเบฟอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับแผนการปรับโครงสร้างการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยอาจมีการดำเนินการปรับโครงสร้างภายในและการปรับโครงสร้างของธุรกิจในด้านต่าง ๆ (ซึ่งอาจดำเนินการในลักษณะของการซื้อ จำหน่าย หรือโอนทรัพย์สินหรือสิทธิต่าง ๆ การควบรวมกิจการ

การโอนสิทธิตามสัญญาทางการเงิน การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือแนวทางในการดำเนินธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารงาน การกู้ยืม-ให้กู้ยืมเงิน ตลอดจนการระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น)

โดยที่การปรับโครงสร้างดังกล่าวอาจประกอบด้วยการทำรายการหรือธุรกรรมระหว่างบริษัท และหรือบริษัทในกลุ่มไทยเบฟ ดังนั้น การเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจะช่วยเพิ่ม

ความคล่องตัวในการบริหารจัดการของบริษัทและเป็นการรองรับแผนการปรับโครงสร้างข้างต้นด้วย ทั้งนี้ แผนการปรับโครงสร้างดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน และอาจมีการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมในอนาคต

เนื่องจากในปัจจุบันปริมาณการซื้อขายหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีจำนวนไม่มากนัก การทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทเพื่อการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจะเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นของบริษัท โดยเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท

2.เนื่องจากในปัจจุบันปริมาณการซื้อขายหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีจำนวนไม่มากนัก การทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทเพื่อการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจะเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นของบริษัท โดยเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท

3.เนื่องจากภายหลังการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัท บริษัทจะไม่มีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกต่อไป การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็นบริษัทจดทะเบียนด้วย

อย่างไรก็ดี ภายหลังการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจะยังมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และจะยังคงปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดำเนินการตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีต่อไป

สำหรับข้อมูลจากบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 รายแรกของ SSC ประกอบด้วย

  1. บริษัท โซ วอเตอร์ จำกัด (สัญชาติไทย) สัดส่วน 64.67%
  2. บริษัท เอสเอส เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด (นิติบุคคลต่างด้าวซึ่งจดทะเบียนที่ประเทศไทย (หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน)) สัดส่วน 20.12%
  3. DBS Bank Ltd. AC DBS Nominees-PB Client สัดส่วน (สัญชาติสิงคโปร์) สัดส่วน 4.70%
  4. Bank Singapore Limited-THB SEG AC (สัญชาติสิงคโปร์) สัดส่วน 4.06%
  5. UOB Kay Hian (Hong Kong) Limited-Client Account (สัญชาติฮ่องกง) สัดส่วน 2.71%
  6. บริษัท เพรสทีจ 2015 จำกัด (สัญชาติไทย) สัดส่วน 1.10%
  7. นางดวงแก้ว ตระกูลพิพัฒน์ สัดส่วน 0.22%
  8. ร.อ.ณรงค์ ภัทรเลาหะ สัดส่วน 0.19%
  9. นางสาวนันทนา แย้มมนัส สัดส่วน 0.10%
  10. นายเทวัญ ตันติจัตตานนท์ สัดส่วน 0.08%

โดยผู้ถือหุ้น SSC มีจำนวนทั้งหมด 1,091 ราย รวมจำนวน 265,900,484 หุ้น จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ถือหุ้นไม่เกินกว่า 5 ใน 1,000 ของทุนเรียกชำระแล้ว แต่ไม่ต่ำกว่ำ 1 หน่วยการซื้อขาย 781 ราย 7,018,721 หุ้น คิดเป็น 2.64% ของทุนเรียกชำระแล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยเบฟ