สมาคมนักข่าวฯ จัดเสวนา ส่อง สว.ใหม่ ชี้ กระบวนการเลือกล้มเหลว ไม่สะท้อนผู้แทนประชาชน ฝ่ายจัดตั้งชนะ พรรคอันดับ 3 บรรลุเป้า เพิ่มอำนาจต่อรองทักษิณ
วันที่ 6 กรกฎาคม 2567 ที่ห้อง Meeting A ชั้น 7 ที่ทำการชั่วคราวสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อาคารบางซื่อจังชั่น (ตึกแดง) ถนนกำแพงเพชร 2 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 2/2567 หัวข้อ “ส่อง สว.ใหม่ ความหวังหรือวิกฤตครั้งใหม่” โดยมีวิทยากรผู้บรรยาย ประกอบด้วย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา และนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา
เลือก สว.ล้มเหลว
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า กกต. ควรประกาศรับรอง สว. 200 คน หรือไม่ครบก่อนก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ก็แปลว่าต้องครบ 200 คนหรือไม่ หรือประกาศเท่าที่ประกาศก่อนได้ แต่ถ้ามีการสืบสวนจะทำให้การประกาศลากยาวไปหรือไม่ ดังนั้นเสนอว่า กกต.ควรสื่อสารกับประชาชนว่า จะขอเวลาหากมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก และหากใครมีหลักฐานก็จะไปสอย จึงเชื่อว่าประชาชนก็จะรับได้ สิ่งสำคัญ กกต.ต้องแจ้งว่าจะใช้กรอบเวลากี่วันถึงจะประกาศออกมา ไม่ใช่ให้ประชาชนรอไปเรื่อยๆ ถ้า กกต.ประกาศช้า สว.ชุดปัจจุบันยิ่งอยู่ในวาระต่อไป
แนวทางที่หวังจะได้ ส.ว.จากตัวแทนกลุ่มอาชีพ แค่เริ่มก็ผิดแล้ว เพราะแต่ละคนอาจมีอาชีพมากกว่าหนึ่ง บางคนไปสมัครในอาชีพที่ไม่ได้เลี้ยงชีพ บวกกับระบบการเลือกกันเองแบบไขว้ สุดท้ายใครจัดตั้งได้มากสุดก็ได้เปรียบ ซึ่งตนยืนยันว่ามีแน่นอน โดยดูได้จากค่าเฉลี่ยจากจำนวน ส.ว.ทั้งหมด แต่ละจังหวัดควรจะมี ส.ว.อย่างน้อย 2 คน แต่บางจังหวัดมี ส.ว.มากเกินไป มี 13 จังหวัดที่ไม่มี ส.ว.เลย จึงแปลว่าการเลือก ส.ว.ล้มเหลว เพราะระบบไม่สะท้อนความเป็นผู้แทนได้อย่างแท้จริง

ส่วนสาเหตุที่เครือข่ายบ้านใหญ่ มาลง ส.ว.กันมาก เพราะ ส.ว.ชุดนี้ไม่ได้มีอำนาจแค่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเหมือนที่ผ่านมา แต่ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระด้วย ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ กกต. คณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีส่วนได้เสียกับการเมืองในสภา และรัฐบาล รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวอีกว่า ในส่วนมุมมองการเมือง เป็นที่ชัดเจนว่าพรรคสีแดง ที่หวังจะมีเครือข่ายในวุฒิสภา ดูจะไม่บรรลุเป้า คนที่บรรลุเป้ากลายเป็นพรรคอันดับ 3 แปลว่าพรรคร่วมรัฐบาล มีอำนาจต่อรองกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มากขึ้น
โหด เหี้ยม หักหลัง ฮั้ว
รศ.ดร.นันทนา กล่าวว่า การได้มาของ สว.ครั้งนี้พิสดารและวิปริตที่สุดในโลก จึงไม่ควรมาใช้กับการคัดเลือกกับผู้ที่มาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นเหมือนเล่นเกมโชว์ไปรับรางวัลใหญ่ จึงขอเรียกวิธีการคัดเลือกเป็นประเภทว่า โหด เหี้ยม หักหลัง และฮั้ว ที่ผ่านมายังไม่มีการกำหนดคุณสมบัติผู้คัดเลือก ทั้งที่อย่างน้อยต้องกำหนดให้มีความรู้ขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี เพราะหากไม่รู้จะตรวจสอบกฎหมายได้อย่างไร ก็เห็นว่าจะได้คนที่ไม่มีคุณภาพและไม่ตรงปกมาทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ
สำหรับกติกาคัดเลือก สว. ครั้งนี้ ตนก็ไม่เห็นด้วย การเลือกกันเองในครั้งนี้อาจไม่ได้คนไม่มีคุณภาพ ตนเห็นว่าอยากให้ประชาชนตัดสินใจเลือก สว.กันเองดีกว่าหรือไม่ เพราะอำนาจที่ไหนไม่ปลอดภัยเท่ากับอยู่ที่ประชาชน นอกจากนี้ที่ผ่านมา ได้รวมกลุ่มว่าที่ สว.ที่มีอุดมการณ์ร่วมกับตนอยู่ที่ประมาณ 30 คน ถึงจะมีจำนวนน้อยก็ไม่เป็นไรเพราะถือว่าเป็นความหวัง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า สว.สายสีน้ำเงิน เข้ามามากที่สุดนั้น ถือเป็นเรื่องเจ็บจี๊ดและมีจริง

“ดิฉันเปิดโอกาส สว.ยุคใหม่ต้องสื่อสารกับประชาชน และเรียกร้องให้ถ่ายทอดสดการประชุม สว.และการประชุมกรรมาธิการทุกนัด เพราะหาก สว.รู้อะไร ประชาชนต้องรู้เหมือนกัน รวมถึงการเลือกองค์กรอิสระต้องแสดงวิสัยทัศน์ และถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ดู เพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสนใจการประชุมของ สว.มากขึ้น เป็นความหวัง”รศ.ดร.นันทนา กล่าว
จ่ายเงินแสนแลกล็อกโหวต
ขณะที่ นายสมชัย กล่าวว่า วันนี้มาพูดในฐานะอดีต กกต.และอดีตผู้สมัคร สว. ก็จะเห็นกระบวนการคัดเลือกสว.ครั้งนี้ ซึ่งเจตนารมณ์การออกแบบกติกาการคัดเลือกตั้งการ สว.เพื่อให้ได้กลุ่มอาชีพที่หลากหลาย แต่ภายใต้การออกแบบทั้งหมดตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พรป.สว. จนถึงระเบียบ กกต.ก็ถือว่าเราได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ เกินกว่าครึ่งว่าที่ สว.ดูเหมือนว่า ถูกแทรกแซงจากกลุ่มการเมือง ทำให้ความเป็นกลางจะไม่เกิดขึ้นตามสิ่งที่ตั้งไว้
แต่ในขั้นตอนระดับประเทศมีผู้สมัครที่เป็นอิสระได้รับการติดต่อจากโทรศัพท์จากคนกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเพื่อจะเสนอตัวเลขให้มาอยู่กลุ่มเดียวกัน มีค่าโรงแรม ค่าเครื่องบินออกให้ ให้เงิน 1-2แสนบาทถ้าไปถึงรอบสุดสายเพื่อเลือกคนตามบัญชีในโพยที่ให้ไว้ โดยพบว่าจะมีโพยสำเร็จรูปไม่ว่าอยู่ในกลุ่มไหนใน 20 กลุ่มก็จะกำหนดว่าต้องเลือกใคร โดยโพยเหล่านี้ไม่มีการพิมพ์ แต่ให้จดด้วยลายมือ โดยลำดับที่ 1-7 จะมีคะแนนเกาะเป็นกลุ่ม เพราะบัตรที่ใช้เลือกรอบบ่ายจะมีเพียง 5 เบอร์เท่านั้น ก็เป็นกระบวนการที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นจึงเห็นว่าคนกลุ่มนี้มีคะแนนสูงที่มาจากโพย

ส่วนการทำหน้าที่ กกต.ว่า ที่ผ่านมา กกต.บอกว่า รู้ทั้งหมดว่ามีการประชุมที่ไหน และมีสายลับทั้งหมด ทำให้ราคาคุยของ กกต.มีไม่น้อย แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอาจทำให้สังคมรู้สึกว่าจะมี กกต.ไปทำไม และคงต้องมีราคาที่ต้องจ่ายกลับไม่น้อย แต่เชื่อว่า กกต.จะประกาศรับรองแน่นอนและประกาศจนครบ แล้วไปดูหลักฐานเพื่อสอยภายหลัง
“สว.ไม่ได้หน้าตาดีทั้งหมด แต่หน้าตาดีก็มีเยอะ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าจะทำงานไม่ได้ ถึงแม้จะคิดว่ามีคุณสมบัติแบบนี้มาเป็น สว.แต่ต้องยอมรับกติกาที่เกิดขึ้น ส่วนตรงไหนเป็นปัญหาต้องหาทางแก้ไขต่อไป“นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวว่า อนาคต สว. ยังมีความหวัง แม้ไม่ได้หน้าตาดีหมด แต่อนาคตทางการเมืองไทยถือว่าวิกฤติ ทั้งนี้อย่าเพิ่งคิดว่า ว่าที่ สว.ใหม่ทำงานไม่ได้ มีที่มาไม่ชอบมาพากล ต้องยอมรับถึงผลและกติกาที่เกิดขึ้น ซึ่งก็หาทางแก้ไขต่อไปในอนาคต และมองว่าการนัดประชุมวุฒิสภา 8 ก.ค.นี้ จะมาขยันอะไร ตั้งคำถามว่าการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษา ตรวจสอบ การเลือก สว.67
ว่าที่ สว.ไม่ตรงปก 20 คน
ด้าน นายไชยยงค์ กล่าวว่า แม้ตนจะมาเป็นที่หนึ่งในการเลือกรอบแรกของสายสื่อมวลชนในระดับประเทศ แต่ที่ผ่านมาตนชนถูกสกัดมาตั้งแต่ระดับจังหวัด ก็สามารถผ่านมาในรอบแรกได้ จนมาถึงรอบไขว้ก็ยังสามารถผ่านมาได้จนถึงระดับประเทศอันดับสอง แต่ไม่มีใครโทรศัพท์มาหา เพราะคงไม่มีใครอยากจะคุยด้วยเนื่องจากเป็นสื่อมวลชน และทราบว่ากลุ่มนักกฎหมายก็ไม่มีใครโทรศัพท์มาหาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต่อให้ผู้สมัครโปรไฟล์ดีแต่ไม่มีการคุยกันก็ไม่มีคนเลือก ซึ่งเป็นไปตามลักษณะสังคมไทย จึงต้องมีการพูดคุยปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นๆ เพื่อหวังว่าคนเหล่านี้ถ้ามาถึงรอบสุดท้ายจะมีการแลกคะแนนกัน
นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า จากนี้ต้องรอว่า กกต.จะประกาศรับรองเมื่อไหร่ แต่ สว.ชุดใหม่ใน 200 รายชื่อมองว่าจะมีคนไม่ตรงปกประมาณ 20 คน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการมีคนทุกสาขาอาชีพจะมาสะท้อนปัญหาต่างๆ ของสังคมได้ดีกว่า ในฐานะมีประสบการณ์ที่สะท้อนจากอาชีพ ดังนั้น สว.ชุดใหม่ก็ถือว่าเป็นความหวังของประเทศ

“ผู้ที่เป็นประธานเลือก สว.ก็จะเป็นลางบอกเหตุได้ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งสังคมจะเห็น สว.ชุดนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นที่คาดหวังของประชาชนได้หรือไม่”นายไชยยงค์ กล่าว
นายไชยยงค์ ยังเห็นว่าประเทศไทยยังไม่สามารถที่จะฝากการแก้วิกฤติไว้กับการมี สว. ครั้งนี้ได้ แต่ สว.ชุดนี้อาจจะไปทำให้สามารถที่จะขับเคลื่อน แก้ปัญหาบางสิ่งบางอย่าง ให้ดีกว่าที่ผ่านมา และเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญหากมีช่องทาง ซึ่งส่วนตัวมีจุดยืนสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สำหรับการจัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนานั้น เป็นเวทีสร้างความรู้ ความเข้าใจ ระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวในประเด็นต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเชิญสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมฟัง มีเป้าหมายในการพัฒนา และส่งเสริมคุณภาพการทำงานข่าวในปัจจุบัน บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
