บสย.เผย 2 แบงก์สนใจค้ำประกัน “เช่าซื้อ-ลีสซิ่ง” ซื้อรถบรรทุก-รถบัส-เครื่องจักร ตั้งวงเงิน 2 พันล้านบาทเริ่มลุยค้ำไตรมาส 3 นี้ กำหนดค้ำประกันต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท คิดค่าฟีแค่ 1% ถูกกว่าค่าฟีค้ำสินเชื่อ
นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีธนาคารพาณิชย์ที่มีธุรกิจเช่าซื้อ และลีสซิ่งสนใจร่วมโครงการค้ำประกันสินเชื่อน็อนแบงก์ (ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน) กับบสย.ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 3 ปี 2561 นี้ โดยในระยะแรกตั้งเป้าหมายค้ำประกันไว้ที่วงเงิน 2,000 ล้านบาท แต่หากได้รับการตอบรับที่ดีก็พร้อมจะขยายวงเงินต่อไป
ทั้งนี้ การค้ำประกันเช่าซื้อ และลีสซิ่ง จะมีความแตกต่างไปจากการค้ำประกันสินเชื่อ เนื่องจากจะมีหลักประกันในตัว ซึ่ง บสย.ได้กำหนดวงเงินค้ำประกันไว้ที่ 70% ของวงเงินตามสัญญา วงเงินค้ำประกันต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท ขณะที่การคิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันจะต่ำกว่าสินเชื่อ โดยจะอยู่ที่ประมาณ 1%
“เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหม่ เราได้เดินสายคุยกับแบงก์เพื่อปรับฟีเจอร์ของโปรดักต์ และทำความเข้าใจว่าใช้โครงการของ บสย.จะช่วยลูกค้าได้อย่างไร ดังนั้นช่วงแรก ๆ ผู้ประกอบการก็คงค่อย ๆ เริ่มใช้บริการ ซึ่งประเภทของการเช่าซื้อก็จะมีกลุ่มพวกรถบรรทุก รถบัส รถทัวร์ แล้วก็กลุ่มพวกเครื่องจักร อาทิ เครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง เป็นต้น อย่างไรก็ดี เรายังต้องสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ว่าการมี บสย.ค้ำประกันจะช่วยได้มาก อย่างเมื่อก่อนซื้อรถบรรทุก 5 คัน ต้องดาวน์คันละ 1 ล้านบาท รวมต้องใช้ 5 ล้านบาท อาจมีเงินไม่พอดาวน์ 5 คัน แต่พอมี บสย.ก็จะดาวน์ลดลง ก็จะได้จำนวนคันมากขึ้น” นายวิเชษฐกล่าว
นอกจากนี้ บสย.อยู่ระหว่างผลักดัน 2 โครงการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ หลังคณะกรรมการ บสย.อนุมัติ เพื่อออกมาทดแทน 2 โครงการเดิมที่จะครบอายุโครงการในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ได้แก่ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ micro entrepreneur ระยะที่ 3 วงเงิน 15,000 ล้านบาท ที่จะมาแทนโครงการระยะที่ 2 โดยให้วงเงินค้ำประกันไม่เกิน 2 แสนบาท/รายเช่นเดิม และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS7 วงเงิน 150,000 ล้านบาท ที่จะมาแทนโครงการ PGS6 ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะมีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี 6 เดือน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา เพื่อดูว่าจะต้องใช้งบประมาณสนับสนุนเท่าไร แต่เบื้องต้นประเมินว่าทั้ง 2 โครงการจะใช้งบประมาณชดเชยน้อยกว่า 2 โครงการเดิม