Skip to content

จับทิศทางเงินบาทครึ่งปีหลัง แข็งค่า “จำกัด” ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับ

14 ก.ค. 2567 | 06:50น.
จับทิศทางเงินบาทครึ่งปีหลัง แข็งค่า “จำกัด” ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับ

ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ เงินบาทดูจะ “อ่อนค่า” กว่าที่ประเมินกัน แน่นอนว่า จะส่งผลดีกับการส่งออก แต่อีกด้านหนึ่งก็กระทบกับสินค้านำเข้า โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมัน ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ที่ผ่านมา เงินบาทก็อ่อนค่าค่อนข้างมาก ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร คงต้องมาวิเคราะห์กันดู

ครึ่งปีแรกบาทอ่อน 7%

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรก เงินบาทอ่อนค่าเฉลี่ย 7% ส่วนแนวโน้มในครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น โดยในระยะสั้น 3 เดือน จะเห็นค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 35.75-37.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนสิ้นปีคาดว่าเงินบาทจะอยู่ที่ 35.25-35.75 บาทต่อดอลลาร์

พูน พานิชพิบูลย์
พูน พานิชพิบูลย์

ปัจจัยหลักที่มีผลต่อค่าเงินบาทจะมาจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดกัน 3 ครั้งในปีนี้ และปัจจัยการเลือกตั้งสหรัฐ หากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดี จะมีผลต่อค่าเงินตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะค่าเงินหยวน ซึ่งจะกระทบค่าเงินบาทด้วย รวมถึงปัจจัยราคาทองคำก็เป็นอีกความเสี่ยง

ส่วนปัจจัยภายในประเทศ จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้มีปัจจัยกดดันให้ต้องลดดอกเบี้ย จึงไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยตามเฟด อย่างไรก็ดี ต้องติดตามโครงการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต และการเบิกจ่ายภาครัฐ หากไม่เป็นไปตามคาด จะมีผลต่อการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของ ธปท.ได้

“เงินบาทจะทยอยกลับมาแข็งค่าได้ แต่การแข็งค่าอาจจะไม่ได้มากนัก เพราะเรายังมีความเสี่ยงในเรื่องของดุลบัญชีเดินสะพัดจากปัจจัยปัญหาค่าขนส่งระวางเรือที่เพิ่มขึ้น 5,000-6,000 ล้านดอลลาร์ในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งกระทบดุลบัญชีเดินสะพัด และมีผลต่อบาท โดยในระยะสั้น 1 เดือน จะอยู่ในกรอบ 36.00-37.00 บาทต่อดอลลาร์”

เทรนด์บาทแข็งค่าขึ้น

นายแพททริก ปูเลีย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารคาดการณ์กรอบค่าเงินบาทภายในสิ้นปี 2567 กลับมาแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 35.00-35.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากในช่วงครึ่งแรกของปีเงินบาทอ่อนค่าเป็นอันดับ 2 รองจากสกุลเงินเยน-ญี่ปุ่น โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ปัจจัยหนุนเงินบาทอ่อนค่าเริ่มคลี่คลาย ทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ภาคการท่องเที่ยวและรายได้ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยทางการเมืองเริ่มปรับตัวดีขึ้น

แพททริก ปูเลีย
แพททริก ปูเลีย

นอกจากนี้ นโยบายการเงินของเฟดที่จะเริ่มเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ โดยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งภายในปีนี้

“อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐ ที่อาจจะมีผลต่อค่าเงินภูมิภาค ดังนั้น จะเห็นฟันด์โฟลว์ปรับฐานได้ โดยการไหลออกของฟันด์โฟลว์จะชะลอตัวลง และเห็นสัญญาณการไหลเข้าของฟันด์โฟลว์บ้างเล็กน้อย ทั้งในส่วนของตลาดหุ้นและตลาดบอนด์”

ครึ่งปีหลังบาทแข็ง “จำกัด”

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3-4 นี้ คาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าได้ โดยกรุงศรีให้กรอบสิ้นปี 34.50-36.75 บาทต่อดอลลาร์ ค่ากลางอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักมาจากการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ 2 ครั้ง ในรอบการประชุมเดือน ก.ย.และ ธ.ค. และการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง สร้างรายได้หนุนดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งตลาดคาดหวังมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี มองว่าปัจจัยการเมืองมีผลต่อค่าเงินบาทจำกัด เมื่อเทียบก่อนหน้านี้

รุ่ง สงวนเรือง
รุ่ง สงวนเรือง

“เรามองว่าการแข็งค่าของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด เมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจากเห็นสัญญาณรอยร้าวในดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะหลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ภาคการบริการและท่องเที่ยวหายไป ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด จากดุลการบริการลดลงจากนักท่องเที่ยวกลายเป็นศูนย์ หากเทียบในปี 2562 เงินบาทแข็งค่าขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปี 2558 เพราะไทยมีดุลบัญชีเกินดุลเฉลี่ยสูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนปี 2567 คาดว่าไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเพียง 6,500 ล้านดอลลาร์”

ฟันด์โฟลว์ไหลออกเบาลง

ขณะที่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) นางสาวรุ่งกล่าวว่า คาดว่าจะชะลอการไหลออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 8 ก.ค. 2567 ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดหุ้นไปแล้วกว่า 1.17 แสนล้านบาท และตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) 7.68 หมื่นล้านบาท มากกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค อย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

อย่างไรก็ดี การไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่เหลือจะไม่รุนแรงเท่าปีก่อนที่มีฟันด์โฟลว์ไหลออกรวมเกือบ 2 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งที่มีการชะลอการไหลออกเป็นผลมาจากนักลงทุนมีการปรับพอร์ตไปก่อนหน้านี้ รวมถึงปัจจัยการลดดอกเบี้ยของสหรัฐ

“เราเริ่มเห็นรอยร้าวของดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นความหวังเดียวของเรา โดยสิ่งที่ทำให้ไทยไม่สามารถเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้มากกว่าในอดีต เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็น หลังผ่านวิกฤต ซึ่งหากปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้รับการแก้ไขระดับเกินดุล อาจโน้มต่ำลงในระยะยาว และบั่นทอนภูมิคุ้มกันค่าเงินบาทในที่สุด และเราคงไม่เห็นเงินบาทแข็งค่าปีละ 10% เกินดุลปีละหมื่นล้านดอลลาร์เหมือนอดีต”