คลังโต้ “แบงก์ชาติ” ปมห่วงระบบ-แอปพลิเคชั่นโครงการดิจิทัลวอลเลต ยืนยันเน้นความปลอดภัย ชี้ระบบลงทะเบียนพร้อมแล้ว ดำเนินการพร้อมกันทุกกลุ่มทั่วประเทศ
วันที่ 16 กรกฎาคม 2567 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
โดยได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการจัดทำระบบและแอปพลิเคชั่นของดิจิทัลวอลเลตว่า ยอมรับว่า ธปท.ได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่องตัวระบบของโครงการดิจิทัลวอลเลต โดยเฉพาะในมิติของความปลอดภัย ความเสถียร ความรัดกุม ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องปกติ
ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและความรัดกุมเกี่ยวกับตัวระบบของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นระบบการลงทะเบียน ระบบการยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ ซึ่งจะต้องปลอดภัยมากที่สุด รวมทั้งตามแผนงานที่รัฐบาลกำหนดไว้ ก่อนใช้งานจริงจะต้องมีการตรวจสอบระบบให้รอบคอบ และแจ้งให้ ธปท.รับทราบก่อน 15 วันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวล
ส่วนกรณีที่แสดงความเป็นห่วงว่า แม้จะมีการลดกรอบวงเงินโครงการเหลือ 4.5 แสนล้านบาท จาก 5 แสนล้านบาท ยังเป็นตัวเลขที่สูงอยู่นั้น นายเผ่าภูมิระบุว่าความเห็นในส่วนนี้ของ ธปท.ยังคล้าย ๆ ความเห็นเดิม ซึ่งเป็นจุดยืนเดิมของ ธปท. ที่มองว่าควรจะใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 16 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลก็ยังคงยืนยันตามเดิมว่า ในส่วนนี้ไม่ตรงกับจุดประสงค์ของโครงการ ที่ต้องการทำเพื่อให้เกิดการกระตุ้นการผลิตด้วย ไม่ใช่แค่กระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“เรื่องกรอบงบประมาณโครงการอาจจะมองกันคนละวัตถุประสงค์ ก็ไม่เป็นไร ตรงนั้นก็เป็นความเห็นของ ธปท. ซึ่งก็มีมาตั้งแต่แรก ๆ อยู่แล้ว และที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้ชี้แจงไปหลายครั้งแล้วด้วยเช่นกัน โดยรัฐบาลยังยืนยันตามเดิมว่า วัตถุประสงค์การดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเลตนี้คนละแบบ เรามองว่านี่ไม่ใช่โครงการเพื่อเยียวยาคนเดือดร้อน แต่เป็นโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเห็นชัดเจนว่าเป็นคนละคำกัน” รมช.คลังกล่าว
นายเผ่าภูมิกล่าวอีกว่า ในส่วนของงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินโครงการหลัก ๆ จะมีดังนี้
1.การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 วงเงิน 165,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
- แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี 2567 วงเงิน 122,000 ล้านบาท
- ที่เหลืออีก 43,000 ใช้วิธีการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายปี 2567
2.การบริหารงบประมาณรายจ่ายปี 2568 วงเงิน 285,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
- งบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่ตั้งไว้แล้ว 152,700 ล้านบาท
- ส่วนที่เหลืออีก 132,300 ล้านบาทใช้วิธีการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายปี 2568
ซึ่งในส่วนนี้ขอยืนยันว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้อย่างแน่นอน โดยได้มีการวางเป็นออปชั่นไว้หมดแล้ว มีกระบวนการงบประมาณที่มีหลายช่องทางที่สามารถบริหารจัดการได้
“ตามแผนงานคือ งบประมาณปี’ 67 ที่ 1.22 แสนล้านบาท และงบฯปี’ 68 ที่ 1.52 แสนล้านบาท เราวางไว้เป็นปลายปี คือเป็นเงินที่มีแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนงบประมาณในก้อนที่ต้องมีการบริหารทั้งของปี’ 67 และ 68 จะเป็นปลายเปิด โดยจะต้องรอดูการลงทะเบียนและการยืนยันรับสิทธิของประชาชนว่าเป็นเท่าไหร่
เช่น หากลงทะเบียน 42 ล้านคน น้อยกว่าเป้าหมาย การบริหารจัดการงบประมาณก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง หรือหากยอดลงทะเบียนเป็น 48 ล้านคน การบริหารจัดการก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ตรงนี้ทำให้เราวางงบฯส่วนดังกล่าวเป็นปลายเปิด เพราะว่ายอดลงทะเบียนจริงเรายังไม่รู้ แต่เป้าหมายโครงการยังเป็น 50.6 ล้านคนเช่นเดิม และเมื่อมีข้อทักท้วงจาก ป.ป.ช.ว่าควรจะตั้งงบประมาณให้เพียงพอ ไม่เว่อร์เกินไป
เพราะจะทำให้เสียโอกาสประเทศ เราก็รับฟังและสั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปดูว่าโครงการรัฐที่ผ่าน ๆ มาลงทะเบีนเท่าไหร่ ตัวเลขที่ออกมาคือ 85-90% มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คนจะเข้าร่วม 100% เต็ม” นายเผ่าภูมิกล่าว
อย่างไรก็ดี สำหรับการลงทะเบียนจะดำเนินการพร้อมกันทั้งหมด ไม่มีเปิดลงทะเบียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อนอย่างแน่นอน ส่วนระบบการลงทะเบียนเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว และมั่นใจว่าระบบมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับการลงทะเบียนของประชาชนได้อย่างแน่นอน ส่วนรายละเอียดอยากให้รอนายกรัฐมนตรีประกาศความชัดเจนอีกทีในวันที่ 24 ก.ค. 2567 ซึ่งจะมีรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย