เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ครม.ขยายเวลา กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ออกไป 20 ปี

16 ก.ค. 2567 | 15:37น.
การเกษตร

การเกษตร

ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ ให้กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ออกไปเป็นระยะเวลา 20 ปี

วันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการดำเนินงานของกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ออกไปเป็นระยะเวลา 20 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2567 ถึง 19 กรกฎาคม 2587 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ

ทั้งนี้ ครม.เมื่อ 20 กรกฎาคม 2547 มีมติเห็นชอบในหลักการของการจัดตั้งกองทุน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีในการพัฒนาโครงสร้างด้านเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต พัฒนาคุณภาพตลอดจนการแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 20 ปีแต่ปี 2548-2567 โดยจะสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินงานในวันที่ 19 กรกฎาคม 2567

กองทุนดังกล่าวยังมีความจำเป็นต้องดำเนินงานต่อไป เนื่องจากเป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและกลไกของรัฐเพียงแห่งเดียวที่ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีเป็นการเฉพาะให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อนำไปเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ และอาจมีการเจรจาการค้าเสรีอื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคต

หากกองทุนสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานจะส่งผลกระทบดังนี้ (1) ภาครัฐจะไม่มีกลไกในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการที่ภาครัฐได้เจรจาเปิดการค้าเสรี (2) เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการเปิดการค้าเสรีจะขาดแหล่งเงินทุนที่จะช่วยเหลือสนับสนุนในการโครงสร้างการผลิต และการพัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และ (3) โครงการต่าง ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่กองทุนให้การสนับสนุนจะไม่มีเงินสนับสนุนต่อเนื่อง โดยเกษตรกรบางรายจำเป็นต้องส่งชำระเงินกองทุนก่อนเวลาตามแผนชำระคืน

ที่ผ่านมากองทุนได้รับการจัดสรรงบประมาณตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 20 ปี รวมเป็นเงิน 998 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ จำนวน 34 โครงการ 11 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ชา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว พริกไทย ผักเมืองหนาว โคเนื้อ โคนม และสุกรรวมทั้งทั้งสิ้น 1,183.25 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินยืม 620.92 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 562.33 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือไม่น้อยกว่า 130,706 ครัวเรือน

แหล่งงบประมาณที่จะใช้สำหรับการดำเนินการในระยะต่อไปประกอบด้วย (1) เงินและทรัพย์สินของกองทุนสะสม โดย ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 มีจำนวนเงิน 541.059 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินสด 209.897 ล้านบาท สินทรัพย์ 3.022 ล้านบาท และลูกหนี้ 328.740 ล้านบาท ซึ่งสามารถใช้หมุนเวียนสำหรับอนุมัติโครงการในช่วงปี 2567-2568 ได้ประมาณ 200 ล้านบาท และ (2) ในกรณีที่เงินทุนหมุนเวียนของกองทุนมีไม่เพียงพอจะเสนอของบฯประจำปี โดยคาดว่าจะเสนอของบฯเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2577 เฉลี่ยปีละ 208 ล้านบาท

กองทุนของ กษ. ไม่ซ้ำซ้อนกับกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เนื่องจากกองทุนของ กษ. มุ่งให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรที่ทำการผลิตวัตถุดิบขั้นต้น ในขณะที่กองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของ พณ. มุ่งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ SMEs ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนระหว่าง 2 กองทุน อาจมีการกำหนดเงื่อนไข

เช่น (1) กองทุนทั้ง 2 กองทุนอาจมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเกี่ยวกับโครงการที่เคยให้ความช่วยเหลือที่ผ่านมา (2) ผู้ขอรับความช่วยเหลือในการผลิตสินค้าเกษตรอาจสามารถเลือกที่จะขอรับความช่วยเหลือได้จากทั้งกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของกระทรวงพาณิชย์ หรือกองทุนของกระทรวงเกษตร แต่จะสามารถได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนใดกองทุนหนึ่งเท่านั้น เป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเกษตร ครม.