“ทรัมป์”-การเมืองโลก
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนครั้งนี้ ทั่วโลกจับตาอยู่แล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อโลกในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ, การค้า, ดอกเบี้ย, เงินเฟ้อ รวมถึงความขัดแย้งต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคู่ต่อสู้ คือ โจ ไบเดน จากเดโมแครต และโดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน แสดงให้เห็นถึงแนวคิดและนโยบายที่แตกต่างกันอย่างมาก
และเมื่อ ทรัมป์ ถูกมือปืนวัย 20 ปี ใช้ไรเฟิลเออาร์ 15 ลอบยิงทะลุใบหูขวา ระหว่างปราศรัยหาเสียงที่เพนซิลเวเนีย เมื่อ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา มือปืนถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยยิงตอบโต้ เสียชีวิต โดยมีประชาชนที่มาฟังหาเสียงเสียชีวิตไป 1 คน สถานการณ์การเลือกตั้งยิ่งผันแปรรวดเร็ว ส่งผลต่อความนิยมของทั้งสองคน ทำให้เห็นแนวโน้มบางอย่างของผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
นักลงทุนมองว่าการรอดชีวิตของทรัมป์ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง ได้กลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งหนึ่ง โดยก่อนเกิดเหตุ ทรัมป์มีคะแนนนิยมที่ได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนไบเดนถูกวิจารณ์หนักเรื่องความพร้อม เนื่องจากชรามากแล้ว หลังเหตุการณ์นี้ สมาชิกสภาจากรีพับลิกันได้ออกมากล่าวโจมตีการหาเสียงของไบเดน ว่ามีส่วนทำให้เกิดความรุนแรง
ที่น่าสังเกต คือเริ่มมีเสียงคาดการณ์ถึงแนวโน้มของปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในเรื่องการลงคะแนนเสียง ซึ่งคล้ายกับการสำรวจในอดีตที่พบว่า เสียงสนับสนุนต่อ โรนัลด์ เรแกน ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังถูกลอบสังหาร ในปี 2524
ผลสำรวจของรอยเตอร์ระบุว่า ทรัมป์เป็นผู้สมัครที่ดีกว่าสำหรับในการบริหารเศรษฐกิจ แม้ว่าไบเดนจะพยายามหาประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัว และการว่างงานต่ำ หลังการลอบสังหารทรัมป์ มูลค่าของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากการที่ทรัมป์เป็นผู้สนับสนุนระบบเงินบิตคอยน์ ผู้นำภาคธุรกิจที่มีชื่อเสียงหลายคนได้ออกมากล่าวสนับสนุนทรัมป์ อันเป็นสัญญาณดีของรีพับลิกัน
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการคาดหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะมาจากทรัมป์หลายประเด็น สำหรับทางเอเชียมีหลายเรื่องน่าเป็นห่วง ดังที่ นายสุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการรัฐศาสตร์ ได้ออกมากล่าวเตือนว่า ประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ต้องเตรียมรับมือ
ถ้าทรัมป์ชนะเลือกตั้ง จะทำให้ปี 2025 หรือ 2568 การเมืองของโลกจะเป็นเรื่องใหญ่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะนโยบายต่อยูเครน อิสราเอล และเอเชีย เนื่องจากทรัมป์มีแนวคิดที่ต่างจากผู้นำสหรัฐปัจจุบัน และทุกประเทศต้องเตรียมติดตามและรับมือ