เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จะมี Sell in May หรือไม่ ?

18 พ.ค. 2561 | 18:11น.

คอลัมน์ จับช่องลงทุน

โดย วิจิตร อารยะพิศิษฐ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)


เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนมักจะพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ คือ “ปีนี้จะเกิด sell in May หรือไม่ ?” คำตอบนี้ เราอาจต้องกลับไปย้อนดูถึงที่มาของคำว่า “sell in May” รวมถึงสถิติย้อนหลังของการขายทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ sell in May และจะมีปัจจัยอะไรที่อาจไม่เป็นไปอย่างเช่นในอดีตหรือไม่

ทั้งหมดนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

sell in May ถ้าแปลตรงตัวก็คือ การขายหุ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมนั่นเอง คำถามต่อไปก็คือ ใครเป็นคนที่ขายหุ้นออกมา ? จากการพิจารณาข้อมูลเชิงสถิติย้อนหลังใน 10 ปีที่ผ่านมา (2551-2560) จะพบว่า กลุ่ม
นักลงทุนที่ขายสุทธิในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี คือ นักลงทุนต่างชาติ และพอร์ตลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ด้วยค่าเฉลี่ยที่ 1.1 หมื่นล้านบาท และ 1.9 พันล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่นักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนสถาบันในประเทศ จะซื้อสุทธิเฉลี่ยที่ 9.5 พันล้านบาท และ 3.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ดังนั้นจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า sell in May คือการที่นักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิในปริมาณที่ค่อนข้างสูงในเดือนพฤษภาคมของทุกปี

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาข้อมูลเป็นรายปี จากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 10 ปีล่าสุด จะพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิทั้งหมด 5 ปี จาก 10 ปี หรือคิดเป็นโอกาสเกิด sell in May ที่ 50% ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก ในขณะที่หากพิจารณาในเดือนถัดไป คือ เดือนมิถุนายนจะพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเฉลี่ยมากถึง 1 หมื่นล้านบาท (ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในเดือนพฤษภาคม) แต่โอกาสการเกิดแรงขายสุทธิสูงถึง 70% เลยทีเดียว (7 ใน 10 ปีล่าสุด ต่างชาติขายสุทธิในเดือนมิถุนายน) ดังนั้นในเชิงสถิติ เดือนมิถุนายนอาจเป็นอีก 1 เดือนที่นักลงทุนต้องระมัดระวังเพิ่มเติม

ทำไมนักลงทุนต่างชาติถึงชอบขายหุ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปี ? อาจมีหลายเหตุผลในการอธิบายพฤติกรรมดังกล่าว เช่น 1) การเสร็จสิ้นช่วงการเก็งกำไรผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 1 และแนวโน้มผลดำเนินงานของบริษัทในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาสถัดไป (ไตรมาสที่ 2) มักจะถูกกดดันจากช่วงโลว์ซีซั่น ทำให้ผลดำเนินงานจะออกมาไม่โดดเด่นนัก (กำไรชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน และ 2) ผ่านพ้นช่วงการจ่ายปันผลงวดครึ่งปีแล้ว จึงอาจทำให้เกิดแรงขายเพื่อนำเงินบางส่วนกลับไป เพื่อรอการลงทุนรอบใหม่

สำหรับปีนี้ จะเกิด sell in May ขึ้นอีกหรือไม่? หากพิจารณากระแสเงินทุนตั้งแต่ต้นปี จะพบว่าปีนี้เป็นปีที่ค่อนข้างต่างจากปีอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นปีแรกในรอบ 10 ปี ที่นักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 4 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2561 มูลค่ารวมกว่า 7.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นแรงขายที่ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีอื่น ๆ ก่อนหน้า ดังนั้นอาจบ่งชี้ว่าแรงขายในช่วงถัดไปหากยังคงมี ก็อาจจะไม่รุนแรงมากนัก ในอีกแง่มุมหากพิจารณาผลตอบแทนของ set ในปีนี้จะพบว่า แม้นักลงทุนต่างชาติจะขายทำกำไรเป็นจำนวนมาก แต่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของ SET (YTD) ก็ยังเป็นบวกเล็ก ๆ สะท้อนว่าแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนสถาบันในประเทศช่วยชดเชยแรงกดดันจากกระแสเงินทุนที่ไหลออกได้

มีปัจจัยอะไรเพิ่มเติมที่อาจจะทำให้ปีนี้ไม่เหมือนกับในปีที่ผ่านมาหรือไม่ ? สำหรับปัจจัยที่อาจชะลอการไหลออกของกระแสเงินทุนต่างชาติ หรืออาจดึงดูดให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาอีกครั้ง อาจมาจากหลายกรณี เช่น 1) ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ขยายตัวได้ดีกว่าคาด รวมถึง valuation ของตลาดที่ควรอยู่ในระดับที่ไม่แพงเกินไปนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค 2) โอกาสในการเกิดการเลือกตั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นได้จริงตามแผนที่ภาครัฐวางไว้ คาดจะเป็นปัจจัยกระตุ้นความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของนักลงทุนไทย-เทศ โดยปัจจุบันกระบวนการต่าง ๆ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายลูกจากศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา (ส.ว.) และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยสำหรับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา ศาลมีกำหนดพิจารณาในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ โดยหากร่างดังกล่าวผ่านความเห็นชอบ และในช่วงถัดไปหากสามารถกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจนได้ คาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนจะกลับมาฟื้นตัวขึ้น รวมถึงการบริโภคในประเทศจะมีทิศทางที่ขยายตัว ซึ่งอาจดึงดูดให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาได้ในช่วงถัดไป

ดังนั้น โดยสรุปปีนี้เราประเมินว่าหากเกิด sell in May ขึ้นจริง ก็อาจไม่ได้กดดันต่อภาพรวมของดัชนีมากนัก ในทางกลับกันหากแนวโน้มเศรษฐกิจมีทิศทางการขยายตัวได้ดีกว่าคาด รวมถึงหากได้จิตวิทยาเชิงบวกเพิ่มเติมต่อความชัดเจนในการเลือกตั้งในช่วงถัดไป อาจจะเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดให้กระแสเงินทุนไหลกลับในช่วงถัดไปได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน หุ้น