ซูซูกิ ไทยแลนด์ รับขาดทุนสะสม-สิ้นสุดโครงการอีโคคาร์ ชี้ปัจจัยหลักปิดโรงงานระยอง เผยเดินหน้ามุ่งสร้างความแข็งแรงด้านงานบริการ ขยายการรับประกัน และฟรีค่าแรง ลั่นมีอะไหล่รองรับรถทุกรุ่นนาน 10 ปี เผยตั้งแต่ 2025 ทยอยเปิดรุ่นใหม่ ทั้งไฮบริด-อีวีอย่างน้อย 4 รุ่น
วันที่ 18 กรกฎาคม 2567 นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศยังคงซบเซา ช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา (เดือน ม.ค.-มิ.ย. 67) ตลาดรถยนต์รวมมียอดขายอยู่ที่ 307,995 คัน ส่วนซูซูกิมียอดขายรวมทั้งสิ้น 3,791 คัน ลดลง 54% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566
เป็นผลมาจากปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตลาดยังคงหดตัว คือ ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ส่งผลให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างชัดเจน
ล่าสุด ซูซูกิได้ตัดสินใจประกาศยุติสายการผลิตโรงงานใน จ.ระยองในช่วงสิ้นสุดปี 2568 โดยในช่วงเวลาที่เหลืออีกกว่า 1 ปี โดยปัจจุบันโรงงานยังเดินสายการผลิตตามปกติต่อไป จนกว่าจะถึงเวลาดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทตัดสินใจเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ใน อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ในปี 2554 และได้เริ่มดำเนินการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ ซึ่งมีการผลิต 3 รุ่น คือ สวิฟท์ (Suzuki Swift), เซียส (CIAZ) และเซเลริโอ (Celerio)
และในปี 2568 โครงการอีโคคาร์จะสิ้นสุดลง ทำให้โรงงานซูซูกิต้องตัดสินใจยุติลงไปด้วย เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีนโยบายส่งเสริมใด ๆ ออกมาจากรัฐบาล นอกจากโครงการรถยนต์ไฟฟ้า
“เราต้องยอมรับว่า ได้สูญเสียขีดความสามารถในการผลิตอย่างหลีกเลียงไม่ได้ และในทางกลับกันสิ่งที่สำคัญมากต่อการผลิตก็คือ Scale Merit ขีดความสามารถการแข่งขันจากจำนวนการผลิต หากไม่ผลิตในปริมาณมากและจำหน่าย ก็จะเป็นเรื่องยากมากที่จะรักษาธุรกิจไว้”
ดังนั้น ซูซูกิจึงได้พิจารณาการผลิตและการขาย โดยมองเป็นภาพใหญ่ทั่วทั้งอาเซียนรวมประเทศไทย โดยการรวมทรัพยากรการผลิตไปยังอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และนำรถยนต์ที่ผลิตจากที่นั่นมายังประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียนตามลำดับ
สำหรับตลาดไทยเป็นตลาดที่สำคัญมากสำหรับซูซูกิ บริษัทขอยืนยันว่ามีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจการขายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพภายในเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดรถยนต์แห่งอนาคตได้ หลังจากโรงงานระยองได้ยุติลง บริษัทจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กับบริษัทแม่และซูซูกิอินโดนีเซีย ที่ในการจัดหารุ่นใหม่ ๆ ให้กับตลาดไทยและประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียน และเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดไทยได้
ด้านนายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร เปิดเผยว่า เพื่อเตรียมแผนการดำเนินธุรกิจให้พร้อมรองรับต่อการแข่งขันในอนาคต ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจ “Enhancing the Ability to Compete in the Upcoming Automotive Market เพิ่มขีดความสามารถสู่การแข่งขันในอนาคต” ที่ได้ประกาศแก่ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
บริษัทได้ดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ภายใต้แคมเปญ “SUZUKI WORRY FREE” ซึ่งจะเป็นการยกระดับงานบริการในทุกด้าน โดยเน้นย้ำถึงการดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจ มอบคุณภาพของงานบริการที่ดีที่สุด ตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้าชาวไทยมอบให้เสมอมา และเตรียมความพร้อมแข่งขันในตลาดรถยนต์ ด้วยแผนการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ 4 รุ่น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางและนโยบายการรักษาความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยประกอบไปด้วยรถประเภทไฮบริดและรถพลังงานไฟฟ้า 100% ออกสู่ตลาดประเทศไทย
ภายใต้ปรัชญา “SUZUKI Cause We Care-เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” การพัฒนางานบริการในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ เป็นเป้าหมายสำคัญยิ่งของซูซูกิ ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในประเทศไทย การปรับปรุงแผนและพัฒนาการดำเนินงานเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ แคมเปญ “SUZUKI WORRY FREE” จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถรองรับการดูแลลูกค้าด้วยคุณภาพและมาตรฐานของซูซูกิได้อย่างแท้จริง ซึ่งรายละเอียดจะประกอบไปด้วย 7 หัวข้อ ดังนี้
1.ฟรีค่าแรงเช็กระยะ สูงสุด 3 ปี สำหรับลูกค้าที่นำรถเข้าเช็กระยะต่อเนื่องตามกำหนดกับศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิทุกสาขา ฟรี ค่าแรงเช็กระยะ สูงสุด 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร (โดยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
2.ขยายการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่แท้ทุกชิ้น นานถึง 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (โดยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) จากเดิมที่รับประกันเพียง 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร
3.บริการพิเศษรถสำรองใช้ระหว่างซ่อม สำหรับรถยนต์ที่อยู่ในระยะรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ด้วยบริการพิเศษ “รถสำรองใช้ระหว่างซ่อม” สำหรับรถยนต์ซูซูกิที่ต้องใช้เวลาตรวจเช็กมากกว่า 1 วัน (ไม่รวมระยะเวลาวิเคราะห์ปัญหา) และไม่รวมกรณีรถเกิดอุบัติเหตุ

4. HELLO SUZUKI APPLICATION แอปพลิเคชั่นที่จะเชื่อมต่อข้อมูลการทำงานกับลูกค้า อำนวยความสะดวกสบายและความมั่นใจในงานบริการทุกขั้นตอน ทั้งการนัดหมายนำรถเข้ารับบริการ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล รายงานการตรวจสอบและดูแลรถในทุกขั้นตอน รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษมากมาย ด้วยการสะสมคะแนนจากค่าใช้จ่ายในการเข้าซ่อมบำรุงตามระยะอย่างต่อเนื่อง หรือซ่อมแซมที่ศูนย์บริการของซูซูกิทั่วประเทศ
5. ระบบการจัดการอะไหล่ มีเป้าหมายรองรับบริการได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการผลิต โดย ซูซูกิมีคลังอะไหล่ 2 แห่ง ทั้งที่คลังอ่อนนุช กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่จัดเก็บขนาด 1,216 ตารางเมตร และคลังอะไหล่ จังหวัดระยอง มีพื้นที่จัดเก็บขนาด 4,076 ตารางเมตร รวมถึงคลังอะไหล่ของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ มีอะไหล่จัดเก็บรวมมากถึง 741,000 ชิ้น โดยมีเป้าหมายรองรับความต้องการของลูกค้าได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี
และยังมีบริการจัดส่งอะไหล่แบบเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่อื่น ๆ ภายใน 48 ชั่วโมง
6. ศูนย์บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ลูกค้ามั่นใจกับศูนย์บริการ 92 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และเตรียมเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรองรับแผนงานในอนาคต ด้วยการแต่งตั้งผู้จำหน่ายรายใหม่เพิ่มอีก 6 แห่ง ได้แก่ จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ หนองคาย บึงกาฬ และพัทลุง
7. ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของซูซูกิ ปัจจุบันซูซูกิมีผู้จำหน่ายที่มีบริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีตามมาตรฐานของซูซูกิด้วยกันทั้งหมด 32 แห่ง และจะเพิ่มอีกจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ จ.นนทบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และขอนแก่น ภายในปี 2567
ทั้งนี้แม้ซูซูกิจะต้องเผชิญการแข่งขันในตลาดที่ค่อนข้างรุนแรง รวมถึงสภาวะการหดตัวลงของตลาด และความเข้มงวดของสถาบันการเงินต่าง ๆ แต่ในช่วงที่ผ่านมาซูซูกิยังคงรักษาระดับยอดขายรถยนต์ไว้ได้อย่างน่าพอใจ ซึ่งนอกจากต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของซูซูกิเป็นอย่างสูงแล้วนั้น ซูซูกิยังต้องขอขอบคุณผู้จำหน่ายทุกรายที่ทำงานอย่างหนักด้วย
“เราขอให้ลูกค้าซูซูกิทุกท่านเชื่อมั่นได้ว่า ซูซูกิจะยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพในทุกด้านอย่างไม่หยุดยั้ง โดยยึดความสำคัญด้านการบริการทั้งก่อนและหลังการขายเป็นที่ตั้ง เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ จนเราสามารถสร้างยอดขายสะสมนับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้ถึง 310,885 คันอีกด้วย”