เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ส่องความคิดเห็นคนดัง ที่มีต่อเงินดิจิทัล 10,000 บาท ทั้ง 2 มุม

24 ก.ค. 2567 | 17:20น.
เงินดิจิทัล 10,000 บาท

เงินดิจิทัล 10,000 บาท

ส่องความคิดเห็นคนดัง แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย หลังรัฐบาลเตรียมเปิดให้ลงทะเบียน

วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานการแถลงข่าว “ดิจิทัลวอลเลต โครงการเพื่อประชาชนพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง โดยการแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งที่ 1

โดยในโครงการนี้ต่างก็มีคนดังแสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมความคิดเห็นของทั้ง 2 มุม

คำผกา ชี้ ดิจิทัลวอลเลต ไม่ใช่สงเคราะห์คนจน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือ แขก คำ ผกา คอลัมนิสต์และพิธีกรข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า “นโยบายดิจิตอลวอลเล็ต เป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย เป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เป็นทั้งการสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ เป็นทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิตอล *ไม่ใช่การสงเคราะห์คนจน*

คำว่า ‘แจกคนบางกลุ่มที่เปราะบาง’ จะเป็นประโยคที่โง่ที่สุด และทำลายนโยบายนี้ ในทางปรัชญาด้วยตัวมันเอง ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่แน่วแน่ใน ‘หัวใจ’ ของนโยบายนี้และหลงทางเสียเอง จะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นทางนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดของพรรค”

แขก คำผกา

รองประธาน ส.อ.ท. หนุนดิจิทัล 1 หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นโยบาย Digital Wallet 10,000 บาท ถือเป็นนโยบาย ที่ดีของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการบริโภคของประชาชนที่กำลังลำบากอย่างยิ่งจากวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ขั้นต่ำ ปานกลาง แรงงาน และกลุ่มเปราะบางประเภทต่าง ๆ และคนตกงาน

“เศรษฐกิจในประเทศของเราในวันนี้ ต้องยอมรับว่าฝืดเคืองอย่างยิ่ง เราต้องการการกระตุ้นการบริโภคเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ผมปรารถนาที่จะให้ประเทศไทยได้ร่วมกันฝ่าฟันปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ให้ผ่านไปได้ด้วยดี ด้วยการใช้พลังบวกลดการโต้ตอบทางการเมือง ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมประเทศไปมากกว่านี้”

“ฝั่ง Demand ดูจากเปอร์เซ็นต์หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูงถึง 91% (ยังไม่รวมหนี้นอกระบบ) ฝั่ง Supply ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศ จากการส่งออกที่ชะลอตัว, สินค้าราคาถูกนำเข้าไร้มาตรฐานแทรกแซงตลาดในประเทศ, ความผันผวนของราคาพลังงานโลก และล่าสุดการเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยอ้างเหตุผลสกัดเงินเฟ้อในอนาคต”

สำหรับทางออกของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเพิ่มการบริโภค จากการเลือกใช้เงิน Digital คือการควบคุมประเภทของการใช้เงิน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล (สินค้า หรือบริการที่จำเป็นในการครองชีพ) และให้เงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ในระบบ Block chain ตลอดเวลา 6 เดือนของโครงการ ที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้เงินหมุนเวียนและ กระจายสู่ท้องถิ่นและ SMEs มากที่สุด และไม่กระจุกตัวในสินค้า และช่องทางการตลาดที่ผูกขาดของทุนใหญ่มากเกินไป

ในส่วนของวินัยการคลัง ผลกระทบเรื่องภาวะเงินเฟ้อ ความคุ้มค่าของโครงการนี้ คือสิ่งที่เรา และกูรูทั้งปวงควรต้องช่วยกันเสนอแนะทางออกที่ดี อย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไทย ไม่ใช่อยู่ภายใต้การสร้างความหวาดกลัวจนเกินจริงหรือไม่

ที่ผ่านมา และจากนี้ไปประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากให้กูรูทั้งหลายจะได้กรุณาให้ความเห็นต่อการใช้เงินของภาครัฐ ที่อาจมีความสุ่มเสี่ยงและไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมนะครับ

อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

คลังเผย ดิจิทัลวอลเลต สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 4 ลูก

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงโครงการเติมเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ว่า หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการพิจารณารายละเอียดโครงการอย่างรอบคอบ

สอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ข้อกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำความเห็นหน่วยงานต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุมนั้น โครงการมีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว

โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจ สามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม

ซึ่งเมื่อเริ่มดำเนินโครงการแล้ว จะก่อให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจจำนวน 4 ลูก ได้แก่ พายุหมุนลูกที่ 1 การใช้จ่าย ระหว่างประชาชนกับร้านค้าขนาดเล็ก ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปยังฐานราก กระจายไปพร้อมกันทุกอำเภอทั่วประเทศ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน พายุหมุนลูกที่ 2 การใช้จ่ายระหว่างร้านค้าขนาดเล็กกับร้านค้าขนาดใหญ่

และพายุหมุนลูกที่ 3 การใช้จ่ายระหว่างร้านค้าขนาดใหญ่กับร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อยออดกำลังซื้อ การบริโภค หรือสร้างโอกาสในการลงทนเพื่อประกอบอาชีพ และพายุหมุนลูกที่ 4 พลังการใช้จ่ายของประชาชนแต่ละคนจะเกิดผลต่อการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นทวีคูณ ช่วยฟื้นฟูภาคการผลิตของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ในระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 15 กันยายน 2567 และมีกำหนดการที่จะให้เริ่มใช้จ่ายในโครงการภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567

พิชัย

ศิริกัญญาชี้ วิธีจ่ายยุ่งยาก ชัดแค่เรื่องเดียวคือวันลงทะเบียน

วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังแถลง “ดิจิทัลวอลเลต โครงการเพื่อประชาชน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ววันนี้” มีข้อสังเกตหรือข้อกังวลอะไรบ้างหรือไม่ ว่าจากการติดตาม มีเรื่องใหม่ที่ไม่ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน และมีการยืนยันแล้ว มีเพียงแค่เรื่องวันในการลงทะเบียน

นอกจากนั้นแล้วยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ เลย แม้จะมีการทวงถามจากสื่อมวลชนแล้วก็ตาม เรื่องแรกที่อยากจะพูดถึง คือเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ ภายหลังจากเกิดพายุหมุนดิจิทัลวอลเลตแล้ว เศรษฐกิจจะโตแค่ไหน ซึ่งนายเผ่าภูมิก็ออกมาบอกว่าไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้

เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก แต่จากการที่เข้าไปสังเกตการณ์ในห้องคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งกระทรวงการคลังได้มีการส่งผลที่จะเกิดขึ้นภายหลังโครงการดิจิทัลวอลเลตเข้ามาแล้ว

โดยกระทรวงการคลังมีการปรับเป้าหมายจากเดิมที่คาดว่าจะเป็น 1.2% ถึง 1.8% ของจีดีพี เหลือ 0.9% ของจีดีพี ส่วนสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า จีดีพีของ ปี’67 โตประมาณ 0.3% ในปี’68 โตขึ้นอีก 0.3% แต่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า ปี’67 โต 0.3% ปี’68 โต 0.2% รวมตลอดโครงการโตประมาณ 0.9%

ซึ่งข้อมูลทั้งหมดก็ออกมาตรงกันว่าไม่สามารถกระตุ้นได้ถึง 1% ของจีดีพี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะมีการปรับลดตัวเป้าหมาย หรือแหล่งที่มาของเงินกู้ พอกลับไปใช้ในเงินงบประมาณ ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่ได้มีมากเท่าที่ควร

ส่วนประเด็นความไม่ชัดเจนของแหล่งที่มาของเงินนั้น ก็มีการถามย้ำว่า การบริหารงบประมาณคืออะไรกันแน่ ทั้งที่มีการบริหารงบฯปี’67 และปี’68 ด้วย แต่นายจุลพันธ์ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจน สำหรับเรื่องปัญหาในข้อกฎหมาย ในส่วนงบฯเพิ่มเติมที่จะต้องใช้ภายในปีงบประมาณ ก็มีการถกกันว่าจะต้องใช้เป็นงบฯรายจ่ายประจำปีทั่วไป กันเงินเอาไว้เบิกเหลื่อมปี ถ้าปี’67 ใช้ไม่หมดได้หรือไม่ ซึ่งตัวแทนจากสำนักงานกฤษฎีกาก็ให้ความเห็นว่า สามารถกระทำได้ เนื่องจากได้เกิดนิติสัมพันธ์ ถือว่าผูกพันสัญญาแล้ว

แต่เมื่อ กมธ.ในสัดส่วนพรรคก้าวไกลแย้งไปว่า จะเรียกว่าเป็นสัญญาได้อย่างไร ในเมื่อผูกพันลักษณะการตอบแทน ไม่ใช่สัญญาที่ต้องเซ็นยินยอมทั้งสองฝั่ง ซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานใดสามารถตอบได้เลย ว่าเป็นสัญญาประเภทใด เหมือนคิดขึ้นมาใหม่ แบบไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้มาก่อน

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อคือ สรุปแล้วจะสามารถใช้เงินข้ามปีได้หรือไม่ หากไม่ได้งบฯเพิ่มเติมที่จะต้องมีการอนุมัติกันในวาระสองและวาระสาม ก็คงต้องใช้ให้หมดภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากใช้ไม่ทันก็มีสิทธิที่จะใช้ไม่ได้ข้ามปี และต้องใช้วิธีการอื่นในการทำ

ซึ่งก็มี 2 ทาง คือแจกเลยเป็นเงินสดภายใน 30 กันยายนนี้ โดยที่ระบบยังไม่เสร็จ หรือจะแจกพร้อมกันหมด ก็อาจจะต้องพับเงินก้อนนี้ไป เพราะใช้ไม่ได้แล้ว ต้องหาเงินก้อนอื่น ซึ่งทางปลัดกระทรวงก็ออกมาบอกว่า อาจจะกลับไปใช้มาตรา 28 ก็เป็นได้ เท่ากับว่าทุกอย่างยังคงลื่นไหลไม่นิ่ง ไม่แน่ไม่นอน

น.ส.ศิริกัญญากล่าวถึงการถกเถียงกันเรื่องรายจ่ายการลงทุนว่าจะเป็น 80% ได้อย่างไร ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลังก็พยายามที่จะอธิบายเต็มที่ว่าเป็นรายจ่ายลงทุนจริง ๆ แต่เท่าที่เราดูแล้ว กลับมาจากสมมุติฐานเสียมาก ไม่ได้มาจากข้อเท็จจริง หรือผลสำรวจแต่อย่างใด หากจะตั้งเป้าหมายแบบนั้นก็เป็นรายจ่ายลงทุนได้อย่างมาก 50% เท่านั้น อย่างไรก็ต้อง ดูเรื่องสัดส่วนอีกทีว่าจะเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

น.ส.ศิริกัญญายังกล่าวถึงระบบลงทะเบียนว่า ไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากมีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือระบบจ่ายเงินที่มีความซับซ้อนมาก เพราะต้องสร้างกระเป๋าเงินอีกหนึ่งอัน เพื่ออยู่ในแอปพลิเคชั่นของธนาคารต่าง ๆ แล้วจึงให้เรามาใช้ ซึ่งเราก็ได้ขอดูทีโออาร์ไปแล้ว ว่ามีการกำหนดไว้อย่างไรบ้าง

แต่ปรากฏว่าทีโออาร์ไม่สามารถให้ได้ เพราะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบคัดเลือก ส่วนหนังสือเชิญชวนก็ยังร่างไม่เสร็จ จึงไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรให้เสร็จทัน เพราะยังต้องส่งต่อให้กับหน่วยงานอื่นอีก แล้วเงินที่จ่ายไปจะปรากฏอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัลจริงใช่หรือไม่ ไม่มีการตกหล่นหายระหว่างทางใช่หรือไม่

ยังตั้งข้อสังเกตว่า ระยะเวลากว่าเดือนครึ่งในการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่มีสมาร์ทโฟน อาจจะเป็นเพราะอยากให้คนมีการลงทะเบียนแบบออฟไลน์น้อยที่สุด แต่ก็ยังไม่มีการบอกรายละเอียดการลงทะเบียนแบบที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ซึ่งก็คิดว่าคงไม่มีผลต่อการกระตุ้นให้เกิดการใช้สมาร์ทโฟน

น.ส.ศิริกัญญาปฏิเสธที่จะให้คะแนนในการแถลงข่าวครั้งนี้ เพราะรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าจะมีการแบ่งแถลงสามครั้ง ครั้งนี้เป็นการแถลงโดยรัฐมนตรี ซึ่งจะให้นายกรัฐมนตรีมาแถลงภายหลัง เท่ากับว่ายังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แต่มีอะไรที่พูดได้ก็พูดไปก่อน ดังนั้น เมื่อไม่คาดหวัง จึงไม่ผิดหวัง

ผู้ว่าแบงก์ชาติ เตือนจุดเสี่ยง ระบบชำระเงินดิจิทัลวอลเลต

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากที่นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งจดหมายถึงประธานคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต แจ้งถึงสาเหตุไม่ได้เข้าร่วมประชุมในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 พร้อมระบุถึงประเด็นข้อคิดเห็นและข้อกังวล เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการ ดังนี้

ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานพัตนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการระบบเติมเงินผ่าน Digital Wallet (ระบบเติมเงิน) ซึ่งถือเป็นระบบชำระเงินที่พัฒนาและดำเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งได้รับการยกเว้นจากการขออนุญาต และไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตามพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560

อย่างไรก็ดี การที่ระบบเติมเงินจะต้องรองรับการใช้งานของประชาชนและร้านค้าจำนวนมาก และลักษณะเป็นระบบเปิด (Open Loop) ที่ต้องเชื่อมโยงกับธนาคารและ Nonbank เป็นวงกว้าง

ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าระบบเติมเงินจะสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมาย คณะกรรมการนโยบายฯ ควรติดตามการพัฒนาระบบเติมเงิน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่าการดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัย (Confidentiality & Security) ความถูกต้องน่าเชื่อถือ (Integrity) และความมีเสถียรภาพพร้อมใช้งานได้ต่อเนื่อง (Availability) รวมทั้งมีการบริหารจัดการต้าน IT Governance ตามมาตรฐานสากล

เตือนสารพัดความเสี่ยง-ต้องยึดมาตรฐานสากล

ผู้ว่าฯแบงก์ชาติระบุว่า ประเด็นที่ควรพิจารณาตรวจสอบก่อนเริ่มใช้งานของระบบเติมเงิน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1.ระบบลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบสิทธิของประชาชนและผู้ประกอบการ และการพิสูจน์ยืนยันตัวตน ต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไข การพิสูจน์ตัวตน และความปลอดภัยของระบบ ต้องได้มาตรฐานเทียบเคียงกับบริการในภาคการเงิน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงของการถูกสวมรอย หรือใช้เป็นช่องทางการทำทุจริตหรือทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้ และมีศักยภาพสามารถรองรับการลงทะเบียนพร้อมกันของผู้ใช้งานจำนวนมากได้

2.ระบบตรวจสอบเงื่อนไขและอนุมัติรายการชำระเงิน บันทึกบัญชี และ Update ยอดเงิน เมื่อมีการใช้จ่ายหรือถอนเงินออกจาก Digital Wallet (เพย์เมนต์ แพลตฟอร์ม) ทั้งนี้ ต้องสามารถรองรับการตรวจสอบหากเกิดปัญหาการชำระเงินไม่สำเร็จ หรือเกิดข้อผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว

ต้องมีการทดสอบระบบก่อนใช้จริง ต้องทำอย่างครบถ้วนตามมาตรฐานการพัฒนาระบบชำระเงิน ตั้งแต่ตัวระบบ การทำงานร่วม และเชื่อมต่อกับระบบอื่น ไปจนถึงการใช้งานของประชาชนและร้านค้า เพื่อให้มั่นใจระบบดำเนินการได้ถูกต้อง ปลอดภัย รองรับการใช้งานจำนวนมาก (Load Capacity) ได้ พร้อมทั้งควรมี Call Center หรือช่องทางรับแจ้งปัญหาได้โดยรวดเร็ว และเพียงพอต่อการสอบถามจากประชาชนจำนวนมากพร้อมกัน โดยสามารถให้คำแนะนำการแก้ปัญหาได้ถูกต้องและมีมาตรฐาน

ขอเร่งส่งพิมพ์เขียวแบงก์-น็อนแบงก์

ประเด็นที่ 3 ที่ผู้ว่าฯแบงก์ชาติระบุคือ การดำเนินการในลักษณะเป็นระบบเปิด (Open Loop) ที่เชื่อมต่อกับภาคธนาคารและ Nonbank ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดทำและนำส่งพิมพ์เขียวที่แสดง System Architecture ของ Payment Platform (เช่น Technical Specifications, System Requirements, Business Rules) ให้ธนาคารและ Nonbank โดยเร็วที่สุด สำหรับเตรียมความพร้อมในการพัฒนาและทดสอบการเชื่อมต่อระบบกับ Payment Platform ให้ทันตามกำหนด

เนื่องจากการพัฒนา Open Loop ต้องให้เวลาเพียงพอแก่ธนาคารและ Nonbank ในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อ 1.ประเมินความเสี่ยงและมีแนวทางปิดความเสี่ยงสำคัญ (เช่น ความเสี่ยงปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านรักษาความปลอดภัย ความเสี่ยงด้านความถูกต้องเชื่อถือได้ และความพร้อมใช้ของระบบ) รวมทั้งประเมินช่องโหว่ และทดสอบการเจาะระบบให้ครบถ้วน เพื่อให้สามารถแก้ไขและป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มใช้งาน

แจ้ง ธปท.ล่วงหน้า 15 วัน

นอกจากนี้ นายเศรษฐพุฒิระบุว่า ต้องแจ้งให้ ธปท.ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเริ่มให้บริการ เนื่องจากการเชื่อมต่อ Payment Platform กับโมบาย แอปพลิเคชั่น เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบ IT อย่างมีนัยสำคัญซึ่งจะกระทบลูกค้าและการให้บริการเป็นวงกว้าง

โดย ธปท.จะสอบทานผลการประเมินและผลทดสอบความเสี่ยงด้านต่าง ๆ และอาจขอข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงกับระบบอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกรณีที่ Open Loop อาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการชำระเงินโดยรวม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงกลไกการลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหล หรือทุจริตในขั้นตอนต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น รวมถึงมีมาตรการในการติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีกระบวนการที่รัดกุมเพียงพอที่จะป้องกันปัญหาต่าง ๆ เช่น การซื้อขายสินค้าที่ผิดเงื่อนไขของโครงการ และการขายลดสิทธิ (Discount) ระหว่างประชาชนและร้านค้า

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ