เอกชนร้อง พพ.ช่วยคุยบีโอไอส่งเสริมลงทุนกิจการก๊าซชีวภาพอัดลงถัง กระตุ้นการลงทุน หลังรัฐชะลอรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนยิ่งทำการลงทุนเงียบเหงา ขณะที่น้ำเสียเกิดขึ้นทุกวันแต่ไม่สามารถผลักดันโครงการใหม่ได้เพราะลงทุนสูง จี้รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเพื่อให้คุ้มค่าลงทุน
นายผจญ ศรีบุญเรือง นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซชีวภาพไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เร็ว ๆ นี้ทางสมาคมจะทำหนังสือไปยังกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อให้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้มีการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตก๊าซชีวภาพอัดลงถัง หรือ CBG ที่นำน้ำเสียจากโรงงานนำมาหมักตามกระบวนการ
ซึ่งเบื้องต้นบีโอไอได้ปฏิเสธที่จะส่งเสริมการลงทุนในกิจการดังกล่าว เนื่องจากรูปแบบของกิจการไม่ได้มีการพัฒนาหรือเป็นกิจการที่มีนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ในกระบวนการผลิตจะต้องมีการแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกจากก๊าซมีเทน และที่สำคัญการลงทุนทำโรงงานผลิตก๊าซ CBG ต้องใช้เงินลงทุนสูงอย่างน้อยที่ 85 ล้านบาท หากจะให้คุ้มค่าลงทุนจะต้องได้รับการส่งเสริมลงทุน หรือนำก๊าซ CBG เข้าสู่การผลิตกระแสไฟฟ้าจึงจะคุ้มค่าการลงทุน
อย่างไรก็ตาม พพ.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและมีโครงการสนับสนุนภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ควรมีการแก้ปัญหาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากกระบวนการผลิตจากโรงงานต่าง ๆ จะมีน้ำเสียเกิดขึ้นทุกวัน และก็ควรจะบำบัดหรือนำไปดำเนินการในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำเสียสะสมหรือมีการลักลอบทิ้งในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อีกด้วย ฉะนั้นควรผลักดันและส่งเสริมให้มีการนำน้ำเสียมาเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ก๊าซชีวภาพและนำไปเป็นเชื้อเพลิงถือเป็นการใช้ศักยภาพด้านพลังงานของประเทศที่มีอยู่ และยังช่วยลดการนำเข้าพลังงานด้วย
“โรงงานที่มีน้ำเสียจากการผลิตก็กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ และยังไม่มีการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ไปใช้ประโยชน์ เช่น เป็นพลังงาน เพราะยังไม่มีลูกค้ามากพอในกรณีที่นำก๊าซ CBG อัดลงถัง แล้วนำไปใช้กับหัวรถลาก ลงทุนไปก็ไม่คุ้มหากภาครัฐไม่ให้การสนับสนุน กำไรต่อหน่วยก็จะบางมาก จึงทำให้ไม่มีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้”
นายผจญ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานทดแทนต้องการให้ ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนใหม่ ภายหลังจากที่มีการประกาศอย่างไม่เป็นทางการว่าจะชะลอการรับซื้อไฟฟ้าออกไป ซึ่งทำให้ภาพรวมธุรกิจพลังงานทดแทนชะลอตัวลง และอาจจะส่งผลให้กระทรวงพลังงานไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (Alternative Energy Development Plan : AEDP2015) ว่าจะต้องมีกำลังผลิตส่วนของก๊าซชีวภาพที่ 600 เมกะวัตต์ จากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ และจากชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ ฯลฯ ซึ่งอาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้
รายงานข่าวเพิ่มเติม ระบุว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลพลังงานทดแทนของแต่ละประเภทว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านราคาที่ต้องการให้ปรับลดลงมาอยู่ที่ราคาต่ำกว่าประมาณ 2.40 บาท/หน่วยนั้น ภาคเอกชนมองว่าค่อนข้างดำเนินการลำบาก เนื่องจากต้นทุนต่าง ๆ ได้ปรับเพิ่มมากขึ้น โดยอัตราค่าไฟฟ้าดังกล่าวยังไม่รวมต้นทุนอื่น ๆ เช่น การลงทุนในระบบสายส่ง