ซีอีโอ ปตท. อัพเดตแผนพลังงาน ชี้ต้อง ‘เร่งสำรวจและผลิตแหล่งก๊าซอ่าวไทยเพิ่ม’ รับมือสงคราม-ไทยยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ราคา LNG ผันผวน พร้อมเดินหน้าเทคโนโลยี CCUS-ไฮโดรเจน หนุนลุยเป้าลดคาร์บอน
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งจากมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ ซึ่งแม้เป็นพลังงานทางเลือกที่ดี แต่ยังมีข้อจำกัดด้านศักยภาพ และต้นทุนที่สูง
นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนั้นทิศทางพลังงานจะต้องสมดุลกัน(balance)ใน3 เรื่อง คือ ความมั่นคงพลังงาน ความยั่งยืน และพลังงานมีใช้ในราคาที่เหมาะสม
“ทิศทางวันนี้ มีความไม่แน่นอนสูง สหรัฐฯถอยเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือNet Zero ซึ่งปตท. ได้ติดตามและพูดคุยกับบริษัทพลังงานระดับโลก ทุกคนเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะต้องมุ่งสู่Net Zero แม้ว่าจะขรุขระบ้าง แต่ช้าเร็วก็ต้องทำ ในช่วง6-7ปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีการพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงาน แต่ทุกวันนี้ความไม่แน่นอนมีสูงมากทั้งปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ ปตท.ให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืน ควบคู่กับการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก”
สำหรับการใช้พลังงานของโลกในปี2566-จนถึงปี 2593 มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึง 20% เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องเสถียรภาพและราคา ดังนั้น “ก๊าซธรรมชาติ” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาด จึงมีความสำคัญอยู่โดยมีสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้นจาก24%ในปี2566เป็น26% 2593 ส่วนน้ำมันมีการใช้ลดลงจาก31%เหลือ28% แต่ถ่านหินการใช้ลดงจาก 25%เหลือเพียง13%
โดยไทยและในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นพ้องตรงกันว่า ใน 20-30 ปีข้างหน้า ก๊าซฯจะยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของโลก ซึ่งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถการผลิตก๊าซฯได้เองไม่ว่าจะเป็นไทย,เมียนมา,มาเลเซีย,อินโดนีเซีย ซึ่งตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน แต่ไทยอม้ว่าจะผลิตก๊าซฯเอง แต่ไม่เพียงพอใช้ในประเทศจึงต้องรูปแบบของก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG ) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางพลังงานโลก ฉะนั้นความมั่นคงทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเน้นการใช้ก๊าซฯเป็นพลังงานหลักควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก
ขณะเดียวกันไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากถึง 88% ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศผันผวนตามตลาดโลก โดยเฉพาะราคาจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน OPEC และ OPEC+ ส่วนในประเทศมีโรงกลั่นน้ำมันหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม ปตท. กลุ่มบางจาก และกลุ่มเชฟรอน โดยทุกรายต่างนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก และจำหน่ายภายในประเทศราว 90% ทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล ส่วนที่เหลือจึงถูกส่งออก
ด้านก๊าซธรรมชาติ ประเทศไทยยังสามารถผลิตได้เองจากอ่าวไทยประมาณ 50% และนำเข้าจากเมียนมาราว 15% อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องนำเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ถึง 31% ก๊าซจากอ่าวไทย ถือว่ามีราคาถูกที่สุด มีราคาแน่นอนเนื่องจากอยู่ภายใต้สัมปทานระยะยาวกับภาครัฐ ขณะที่ LNG มีความผันผวนสูง เห็นได้ชัดจากช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ราคากระโดดขึ้นอย่างรุนแรง
แม้ว่า ปตท.จะยังคงดำเนินธุรกิจด้านน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas) อย่างต่อเนื่อง แต่ต้องควบคู่ไปกับการลดคาร์บอนเพื่อเป็นเกาะป้องกันมาตรการขีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม แต่เราต้องให้ความสำคัญกับแก๊สธรรมชาติ ประเทศไทยมีหลุมแก๊สธรรมชาติอยู่แล้ว แต่แหล่งใหม่มีราคราแพงขึ้นเพราะขนาดเล็กลง เจาะยากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเข้า LNG ที่มีราคาแพง ดังนั้นต้องส่งเสริมและเร่งการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ ๆ
‘เราต้องส่งเสริมให้เกิดการสำรวจและผลิตในอ่าวไทยให้ได้มากที่สุด นอกจากจะได้แก๊สในราคาถูกแล้วและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ถ้ารบกันปิดอ่าวเปอร์เซีย ปิดช่องแคบ เราก็ยังมีแก๊สธรรมชาติใกล้ตัว ราคาถูกและปลอดภัยที่สุด’ ดร.คงกระพันกล่าว
ทั้งนี้ ธุรกิจของ ปตท.ดำเนินการตั้งแต่ต้นนำและปลายน้ำภายในประเทศและต่างประเทศ เริ่มต้นตั้งแต่การสำรวจและผลิต ในกลุ่มธุรกิจแก๊สเป็นธุรกิจสำคัญของ ปตท. เริ่มตั้งแต่การนำแก๊สธรรมชาติจากอ่าวไทยมาแยกบางส่วนนำไปใช้ในกลุ่มปิโตรเคมี แก๊สหุงต้ม และเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตามธุรกิจแก๊สธรรมชาติเป็นธุรกิจที่อยู่ในการควบคุมของรัฐ มีสัญญาที่ชัดเจน นอกจากนี้จะเห็นว่าแหล่งแก๊สธรรมชาติในประเทศไทยเป็นหลุมเล็ก ๆ แตกต่างจากเมียนมาที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นต้นทุนจึงแพงกว่า ส่วนกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น โอมาน นั้น บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) ได้เข้าไปลงทุนเพื่อสร้างกำไรกลับเข้าประเทศ
‘โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและแก๊สมีความสำคัญ ทั้งการขนส่งแก๊สธรรมชาติผ่านท่อขนส่ง ปตท.ก็ได้เข้าไปลงทุนด้วย ส่วน LNG ปตท. ได้ลงทุน LNG Terminal ปัจจุบันมี 3 เทอร์มินัลแห่งแรก 10 ล้านตัน ปตท.เป็นเจ้าของ และเทอร์นัลที่ 2 ปตท.ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ส่วนเทอร์มินัลที่ 3 อยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ต้องใช้ระยะเวลาสร้าง 5-7 ปี เมื่อการต้องการแก๊ส มีการนำเข้ามากขึ้น เราก็ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับความต้องการ’
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่สามารถไปสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกได้ถ้าไม่มี CCUS เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนได้ถึง 10 ล้านตันต่อปี แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา 5-7 ปีในการใช้เทคโนโลยีในการเก็บคาร์บอนจากอากาศในสภาพของเหลว ซึ่งจะถูกส่งและกักเก็บที่หลุมธรรมชาติ ขณะเดียวกันยังไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องจากการทำงาน พูดคุยและร่วมมือกับภาครัฐ