เปิดแผน 1.42 แสนล้าน ผุดรถไฟ 3 สายใหม่ บูม ‘ระนองเกตเวย์’ เชื่อมไทย-อาเซียน
เปิดแผน 1.42 แสนล้าน บูม ”ระนองเกตเวย์” โปรเจ็กต์ทดแทน ”แลนด์บริดจ์” ผุดรถไฟทางคู่ 3 เส้นทางใหม่ “สรรเพชญ” เผยรัฐเร่งเดินหน้าผลักดันทางคู่ชุมพร-ท่าเรือระนอง เติมเต็ม Missing Link เชื่อมรางสู่ท่าเรือ ย้ำเป็นจุดเชื่อมสำคัญโครงข่ายคมนาคมไทย เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจไทยเชื่อมเศรษฐกิจโลก
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังรัฐบาลมีนโยบายชะลอการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่าลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาล่าสุดไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน ล่าสุดกระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันแผนการลงทุนโครงการ Missing Link โดยเน้นการพัฒนาระบบรถไฟเป็นหลัก วงเงินลงทุนรวม 142,634 ล้านบาท
ประกอบด้วย 1.รถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตร ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง ระยะทาง 110 กม. วงเงินลงทุน 27,287 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาไว้เมื่อปี 2561 ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
2.โครงการทางคู่แลนด์บริดจ์ รางขนาด 1 เมตร ระยะทาง 94.50 กม. วงเงินลงทุน 57,883 ล้านบาท โดยการรถไฟแห่งประเทศ (ร.ฟ.ท.) ได้ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเสนอ EIA และ
3.โครงการรถไฟทางคู่เป็นราง 1.435 เมตร ระยะทาง 94.50 กม. เงินลงทุน 57,464 ล้านบาท อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดและศึกษา EIA
“ภาพใหญ่คือ จะเป็นการผลักดันจังหวัดระนองเป็นเกตเวย์ เชื่อมประเทศไทยสู่ทุกภูมิภาคเข้ากับประตูการค้าฝั่งอันดามัน ด้านโลจิสติกส์ รองรับการค้า การลงทุนในอนาคต”
ด้านนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การผลักดันรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง เพื่อเติมเต็มจุดเชื่อมสำคัญ (Missing Link) ของโครงข่ายระบบรางไทย เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จากการลงทุนเป็นรายโครงการ สู่การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั้งระบบให้ทำงานร่วมกัน ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในยุคปัจจุบันคือการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศลงทุนไว้แล้วให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดต่อเศรษฐกิจ การเดินทาง และการขนส่งสินค้า ซึ่งรถไฟทางคู่สายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมของประเทศ เพราะเป็นจุดเชื่อมที่ยังขาดอยู่ของระบบรางไทย ทำให้โครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันได้เป็นครั้งแรก
โครงการดังกล่าวมีระยะทางประมาณ 110 กม. วงเงินลงทุนกว่า 27,287 ล้านบาท แม้จะเป็นเส้นทางระยะสั้นเมื่อเทียบกับโครงการรถไฟสายหลักทั่วประเทศ แต่ถือเป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้การลงทุนด้านระบบรางที่ประเทศไทยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สามารถทำงานเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายเดียวอย่างสมบูรณ์ เปรียบเสมือนการเติมเต็มชิ้นส่วนสุดท้ายของจิ๊กซอว์ ที่ทำให้ระบบคมนาคมของประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“ความคืบหน้าของโครงการ ร.ฟ.ท. ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเสนอรายงาน EIA หากได้รับความเห็นชอบภายในปี 2569 นี้ คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้เร็วที่สุดในปี 2570”

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะสามารถขนส่งทางรางตรงสู่ท่าเรือระนองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปใช้รถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดระยะเวลาการขนส่ง เพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกในการเชื่อมโยงการค้าทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ จะสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือสำคัญฝั่งอ่าวไทย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด ได้เช่นเดิม
ขณะเดียวกัน จะสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง ซึ่งเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงการค้ากับประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา รองรับการขยายตัวของการค้าโลกในอนาคต และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์ไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
“ความสำคัญของโครงการนี้คือการยกระดับประเทศไทย ให้มีโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งระบบ เมื่อถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดน ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยจะมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพิ่มทางเลือกการขนส่งสินค้า ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเพียงด้านเดียว และสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระยะยาว”
ขณะที่ในระดับพื้นที่ โครงการจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง ดึงดูดการลงทุนด้านคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าแปรรูปของภาคใต้ สามารถเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้


