เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
วรศิษฎ์ ย้ำข้อมูลทุจริจสอบเสร็จแล้ว ทะลุ 5.9 พันชื่อ โยน ก.กลาง เคาะก่อนไล่ฟัน
Politics วรศิษฎ์ ย้ำข้อมูลทุจริจสอบเสร็จแล้ว ทะลุ 5.9 พันชื่อ โยน ก.กลาง เคาะก่อนไล่ฟัน
ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.49 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.49 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
เรเว่-BYD อ้อนรัฐลดเหลื่อมล้ำ EV ปรับเกณฑ์จูงใจค่ายรถหันผลิตในประเทศ
Automotive เรเว่-BYD อ้อนรัฐลดเหลื่อมล้ำ EV ปรับเกณฑ์จูงใจค่ายรถหันผลิตในประเทศ
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ก.ค. 69) ปรับลง 0.05% อยู่ที่ 63,966 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ก.ค. 69) ปรับลง 0.05% อยู่ที่ 63,966 เหรียญสหรัฐ
สื่อจอร์เจียเผย พบศพ “ฮลุน โซโล่” สองสัปดาห์ก่อนตำรวจยืนยัน-สถานทูตแจ้งทรัพย์สินอยู่ครบ
World สื่อจอร์เจียเผย พบศพ “ฮลุน โซโล่” สองสัปดาห์ก่อนตำรวจยืนยัน-สถานทูตแจ้งทรัพย์สินอยู่ครบ
เฟดเสียงแตก คงดอกเบี้ยตามคาด 3.50-3.75%
World เฟดเสียงแตก คงดอกเบี้ยตามคาด 3.50-3.75%
พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
Biz Movement พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
Real Estate รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
ดูทั้งหมด

‘เอกนิติ’ สั่งจับตา 2 จุดอันตรายสหรัฐบี้ไทย ‘กำลังผลิตส่วนเกิน’

29 ก.ค. 2569 | 06:55น.

วิบากกรรมเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ปี’69 ไทยเสี่ยงขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เกินดุลสหรัฐพุ่ง วิเคราะห์เกมสหรัฐ มาตรา 301 ยังไม่จบแค่อัตราภาษี 12.5% จับตาทรัมป์บีบไทยเพิ่มไต่สวน 3 อุตฯหลัก “ยานยนต์-ยาง-เครื่องจักร” กรณีปมกำลังการผลิตส่วนเกิน “ศุภจี” เร่งชี้แจงสหรัฐ ยันข้อมูลการผลิตไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหา “เอกนิติ” จับตา 2 จุดอันตราย “เงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” พุ่ง 6 แสนล้าน เร่งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานลดพึ่งพานำเข้า

ขาดดุลการค้าสูงสุด

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2569 ประเทศไทยเสี่ยงจะขาดดุลการค้ากับทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากไทยนำเข้าสูง โดยเฉพาะนำเข้าพลังงาน ตลอดจนการนำเข้าสินค้าจากจีนด้วย รวมทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่สามารถแยกได้ว่าเพื่อใช้ลงทุน Data Center หรือใช้ทำอะไร โดยบางส่วนนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบ เพื่อผลิตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งไปสหรัฐ

ทั้งนี้การส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 2569 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 20.8% โดยการเติบโตเกินกว่าครึ่งมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่กลับมาเร่งขยายตัวที่ 66% นำโดยการส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน รวมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และอุปกรณ์สื่อสารที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และ Data Center และส่วนหนึ่งเป็นสินค้าที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐ

อย่างไรก็ดีหากสหรัฐเดินหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป สำหรับการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแรงงานบังคับอัตรา 12.5% คาดว่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐไม่มาก แต่ต้องติดตามการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง(Structural Excess Capacity) ที่คาดว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐในระยะต่อไป

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14% จาก 8.2% ในปี 2569 และเพิ่มประมาณการภาพรวมนำเข้าขึ้นเป็น 27% จาก 13.9% ส่งผลให้ในปีนี้ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้า (Customs Basis) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการนำเข้าที่สูงกว่าที่ประเมิน โดยเฉพาะจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน

สหรัฐกดดันปมเสี่ยงไทยเพิ่ม

นางสาวณัฐพรกล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาไทยเกินดุลการค้าสหรัฐเพิ่มขึ้นมาก ขยับจากอันดับ 11 ขึ้นมาที่อันดับ 7 ของโลก โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐจำนวนมากคือรถยนต์ ยาง และเครื่องจักร ทั้งนี้หลังจากสหรัฐเริ่มใช้มาตรา 301 รอบใหม่ ที่ไทยถูกเก็บภาษี 12.5% แต่ความเสี่ยงสำคัญยังมีมากกว่านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การใช้มาตรา 301 รอบนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานการค้าของสหรัฐ มากกว่าการขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว

“สิ่งที่น่าจับตาคือ บทบาทของมาตรา 301 ที่กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งตอบโต้ข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีกับจีน มาเป็นเครื่องมือกำหนดมาตรฐานด้านแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายอุตสาหกรรม สะท้อนว่าการแข่งขันทางการค้าในอนาคตจะไม่ได้ตัดสินกันที่อัตราภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกฎเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้าต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐด้วย”

ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมทั้งด้านการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน การยกระดับมาตรฐานแรงงาน และการติดตามความคืบหน้าของการสอบสวนภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันของการส่งออกไทยในระยะต่อไป

ไทยถูกสอบกำลังผลิตส่วนเกิน

นางสาวณัฐพรกล่าวว่า หากย้อนหลังกลับไปดูตอนเดือน ต.ค. 2568 ที่มีดีลเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ค้างไว้ ซึ่งจะพูดถึงมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอยู่ค่อนข้างมาก โดยสินค้าที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบก็คือยาและเวชภัณฑ์ สินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงการให้เพิ่มความคุ้มครองสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์

“อันหนึ่งคือ ให้ยอมรับมาตรฐานและใบรับรองของสหรัฐ อย่างเช่น พวกยา หรือเวชภัณฑ์ ถ้าได้รับการรับรองจาก FDA (องค์การอาหารและยา) ของสหรัฐแล้ว ก็ไม่ต้องมาผ่าน อย. (องค์การอาหารและยา) ของไทย หรือ สมอ. (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) หรือมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เราไม่ยอมให้นำเข้าเนื้อสัตว์ สหรัฐก็จะกดดันให้ยอมรับมาตรฐานของเขานี่เป็นตัวอย่าง”

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่มากกว่ามาตรา 301 กรณี Forced Labor ที่ถูกเก็บ 12.5% คือการสอบสวนกรณีภาวะการผลิตสินค้าล้นตลาด ซึ่ง USTR ยังไม่ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ หากสหรัฐเห็นว่าประเทศใดใช้นโยบายอุดหนุนจนก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินและบิดเบือนการแข่งขัน ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพการส่งออก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง

“ตอนนี้สหรัฐอยู่ระหว่างตรวจสอบภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดกับ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงไทย ซึ่งขอบเขตการบังคับใช้กว้าง ไม่มีเพดานอัตราภาษีที่กำหนด เก็บได้ทุกอุตสาหกรรม ซึ่งตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าระหว่างเจรจา เขายื่นข้อเสนออะไร อย่างไรบ้าง”

ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง “อันตราย”

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเป็นเสมือนเครื่องบิน แต่เป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด 30 ปี เพราะบินด้วยเครื่องยนต์การส่งออกสินค้าและบริการเป็นหลักกว่า 71% ต่อ GDP ขณะที่การลงทุนในประเทศอ่อนแอ

พร้อมระบุว่า เครื่องชี้เสถียรภาพเศรษฐกิจที่ต้องจับตามี 2 จุด ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจากไตรมาสแรกที่ติดลบ -0.5% ปรับสูงขึ้น 2.7% ในไตรมาส 2/2569 ผลมาจากวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันกลาง ที่ส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิต ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพ

และจุดที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาตลาด ก่อนจะมาเริ่มขาดดุลในปี 2565 จากการที่ไทยนำเข้าพลังงานสูง และไตรมาส 2/2569 ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบอีกครั้ง แม้ไตรมาสแรกจะยังเกินดุลอยู่ โดยพบว่าช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปแล้ว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด

“ศุภจี” คุมภาษีรวมไม่เกิน 19%

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้ยังมีความกังวลไม่มากนัก แม้สหรัฐอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการภาษีตามมาตรา 301 โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเป้าหมายการส่งออกมาเป็นฐานการขยายตัวที่ 8% โดยการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวในระดับสูง เนื่องจากไทยได้ใช้โอกาสในช่วงที่สหรัฐใช้มาตรา 122 เก็บภาษีชั่วคราวในอัตรา 10% เร่งส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐจำนวนมาก จึงประเมินว่าภาพรวมส่งออกทั้งปีไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

อย่างไรก็ตามในระยะยาวไทยยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการเจรจากับสหรัฐ เพื่อให้อัตราภาษีนำเข้ารวมจากมาตรการต่าง ๆ ไม่สูงเกินกว่า 19% ซึ่งเป็นกรอบที่เคยตกลงกันไว้ และต้องไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งด้านการส่งออกมากเกินไป โดยปัจจุบันไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกกำหนดอัตราภาษีเบื้องต้น กรณีแรงงานบังคับที่ 12.5% บวกอัตราภาษี MFN (Most-Favored-Nation Tariff) แต่อัตราดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ เนื่องจากยังมีการไต่สวนตามมาตรา 301 อีกหนึ่งกรณีคือเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอัตราภาษีอาจถูกนำมาเพิ่มจากอัตราเดิม

เร่งแจง 3 อุตฯ ถูกไต่สวนกำลังผลิต

นางศุภจีกล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิต 3 กลุ่มที่ถูกสหรัฐไต่สวนกรณี “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยางและชิ้นส่วนจากยาง รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์

โดยไทยได้ชี้แจงข้อมูลต่อสหรัฐแล้ว ว่าทั้ง 3 กลุ่มมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 75-90% ซึ่งไม่มีอุตสาหกรรมใดที่ใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ตามข้อกล่าวหา

“เป้าหมายของเราคือ ทำอย่างไรให้อัตราภาษีไม่ต่างจากคู่แข่งมากเกินไป และไม่สูงเกินกว่าที่เคยตกลงไว้ที่ 19% รวมถึงทำอย่างไรให้มีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้”

ปัจจุบันไทยมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีประมาณ 2,120 รายการ เพิ่มขึ้นจากเดิม 471 รายการ ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุตสาหกรรมและวัตถุดิบบางส่วน อากาศยาน สินค้าแพทย์ และสินค้าอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 50% ของการส่งออกไทย

นอกจากนี้ไทยยังต้องเร่งสรุปการเจรจาความตกลง ART ให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกรอบภาษีและรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น โดยยืนยันว่าจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และไม่ยอมรับเงื่อนไขที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชน โดยประเทศไทยยังยืนยันการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐตามกรอบที่เคยตกลงไว้ ทั้งสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบิน พร้อมสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 19.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกันไทยได้ชี้แจงสหรัฐว่า ประมาณ 30% ของการขาดดุลการค้าที่สหรัฐมีกับไทย เป็นสินค้าจากบริษัทอเมริกันที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและส่งสินค้ากลับไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ไทยใช้ประกอบการเจรจา

“ดร.กิริฎา” อย่าดูแค่ตัวเลขนำเข้า

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การพิจารณาตัวเลขการนำเข้าที่สูงและการขาดดุลการค้านั้น จะต้องดูรายละเอียดของสินค้าที่นำเข้า ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตัวเลขมูลค่านำเข้าอย่างเดียว โดยช่วงที่ผ่านมาไทยนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เนื่องจากการลงทุนในประเทศขยายตัว ก็มีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อใช้ในการผลิต

ทั้งนี้การนำเข้าเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่ามีการลงทุนในประเทศไทยจากหลายประเทศ ส่งผลให้มีการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตในอนาคต ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน ภาครัฐต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามผลักดันให้เกิดการใช้ Local Content เพิ่มขึ้น  

ขณะที่ผู้ประกอบการมักเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น หากสินค้านำเข้าจากจีนมีราคาถูกกว่า ก็มีแนวโน้มเลือกนำเข้าจากจีน แต่ภาครัฐพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการกระจายแหล่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

“เราอยากให้กระจายความเสี่ยงด้านการนำเข้าด้วย ไม่อยากให้นำเข้าจากประเทศเดียว เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนช่วงโควิด ไม่มีซัพพลายก็ผลิตไม่ได้”

ชูนโยบาย Local Content

ดร.กิริฎากล่าวว่า แนวทางหนึ่งคือ การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกมากขึ้นในการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วน สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป หากการลงทุนในประเทศไทยยังขยายตัว การนำเข้าเครื่องจักรก็จะยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อรองรับการลงทุน

ส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากทุกประเทศ แต่ก็พยายามผลักดันให้ผู้ลงทุนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตภายในประเทศ